วันนั้น ทั้งสามสนทนากันตั้งแต่ยามบ่ายจนถึงยามเย็น กระทั่งฟ้ามืดลงก็ยังไม่หยุดพัก
สุดท้ายจึงพักค้างคืนที่วัดเส้าหลิน ให้หมู่สงฆ์จัดอาหารเจมาให้ แม้พระสงฆ์ผู้ใหญ่จะมีพระนักรบอยู่ด้วย ทว่าเมื่อเห็นทหารม้าหลายร้อยนายที่มารวมตัวกันหน้าประตูเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ก็ทำได้เพียงปรนนิบัติอย่างรอบคอบ
ทั้งสามหาได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยไม่ วางแผนหารือกันตลอดทั้งวัน กระทั่งยามสายของวันรุ่งขึ้น
หลี่เย่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
ก่อนหน้านี้ แม้เขาจะมีความทะเยอทะยาน ทว่ากลับไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร
เขาต่างจากเล่าปี่อยู่บ้าง ในฐานะวิญญาณจากยุคหลัง หลี่เย่มีความรู้ความเข้าใจเหนือกว่าที่ปรึกษาส่วนใหญ่ในยุคนี้มาก ทว่าดังคำกล่าวว่า คนเดียวคิดสั้น สองคนคิดยาว ต่อให้ฉลาดเพียงใด เมื่ออยู่ในสถานการณ์ก็จำเป็นต้องมีคนช่วยวิเคราะห์วางแผน
เมื่อกำหนดแผนการได้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการแสดงละครให้สมจริง
แต่เรื่องเหล่านี้หลี่เย่ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงคิด จิ้งเซียงกับหลี่เจิ้นจัดเตรียมไว้ให้เขาแล้ว
จากนั้นกองทัพก็ออกเดินทางต่อ อีกห้าวันต่อมาก็มาถึงลั่วหยาง เมืองหลวงตะวันออก
ที่นี่ ฟู๋ฉุนเซินกับหยางซือโฮ่วถวายฎีกาขอลาออก โดยแจ้งว่าตนทั้งสอง “บาดเจ็บสะสมจากการทำศึกมาเนิ่นนาน ไม่อาจตรากตรำเดินทางได้อีก” จึงขอให้ราชสำนักปลดจากตำแหน่งเจี๋ยตู้ฟู่สื่อ (รองข้าหลวงทหารผู้ครองหัวเมือง)กองทัพเจาอี้และตำแหน่งเจ้าเมืองสวีโจว ซึ่งเพิ่งได้รับพระราชทาน
ทางราชสำนัก เถียนลิ่งจือย่อมไม่ยอม หลังปฏิเสธคำขอแล้วยังสั่งให้ทั้งสองเร่งไปรายงานตัวรับตำแหน่ง
แต่หลังจากนั้นไม่นาน กองทัพเซี่ยวเจี๋ยพักฟื้นกำลังในเมืองหลวงตะวันออกหลายวัน ก็เคลื่อนทัพมุ่งตะวันตกต่อจนถึงด่านถงกวน
คราวนี้ไม่เพียงฟู๋ฉุนเซินกับหยางซือโฮ่วถวายฎีกาขอลาออก แม้แต่จิ้งเซียงกับหลี่เจิ้นก็ถวายฎีกาตามไปด้วย
เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ แม่ทัพนายกองในกองทัพเซี่ยวเจี๋ยที่ไม่โง่ ย่อมมองออกกันหมดแล้ว
ดังนั้น ก่อนที่ทางเถียนลิ่งจือจะทันตั้งตัว ทันทีที่กองทัพเซี่ยวเจี๋ยผ่านด่านถงกวน เหล่าแม่ทัพและขุนนางคนสำคัญหลายคนก็ยื่นหนังสือขอลาออกอีกครั้ง
