ตลอดสองชั่วโมง เสิ่นหนานจือพยายามไม่สนใจสายตาร้อนแรงที่จับจ้องมาจากข้างกาย
คาบนี้ถือเป็นคาบเปิดของกู้เหยียน
นอกจากนักศึกษาที่เรียนวิชานี้เป็นวิชาเอกอยู่แล้ว นักศึกษาจากสาขาอื่นก็มาเรียนด้วยกันได้เช่นกัน แน่นอนว่าวิชานี้ยังนับเป็นวิชาเลือกสำหรับนักศึกษาต่างสาขา พอถึงปลายภาคก็ต้องคิดคะแนนด้วย หากคะแนนไม่ผ่านก็เรียนจบไม่ได้
ทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่งเลิกเรียน เสิ่นหนานจือแทบจะร้องไห้ออกมา
สองชั่วโมงนี้ทรมานสุด ๆ
นั่งไม่ติดเหมือนมีเข็มทิ่มก้น
ฉืออินดึงมือเสิ่นหนานจือเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบข้างหูอย่างสงสัยว่า “หนานจือ เธอสนิทกับซางอวี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ทำไมฉันรู้สึกว่าเมื่อกี้เธอแอบมองเธอถี่ขึ้นเรื่อย ๆ เลยล่ะ?”
สนิทกันงั้นเหรอ?
เสิ่นหนานจือเป็นคนที่มีระบบอยู่กับตัวแท้ ๆ ทำไมถึงไม่รู้เลยว่าตัวเองสนิทกับซางอวี๋?
หรือที่ว่าสนิทกัน หมายถึงค่าความรู้สึกดีติดลบ 803 นั่นน่ะเหรอ?
แบบนั้นเรียกว่าสนิทกันได้ด้วยหรือ?
อีกฝ่ายไม่ฆ่าเธอทิ้งก็นับว่าเป็นบุญแล้ว
ไม่สิ ร่างเดิมถูกซางอวี๋จัดการไปตั้งแต่ชาติที่แล้วต่างหาก
เศษกระดูกยังเอามาต่อให้เป็นรูปร่างคนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เสี่ยวหลิงบอกว่าแม้แต่วิญญาณของร่างเดิมก็ไม่หลงเหลือ
สลายหายไปจนหมดสิ้น
ที่ระบบจับเธอมาได้ก็เพราะประสบการณ์ตอนจบของเธอคล้ายกับร่างเดิม
หลังจากถูกรถบรรทุกชนกระเด็นและทับจนเละ เธอก็กลายเป็นเศษเนื้อกองหนึ่งเหมือนกัน
นี่แหละที่เรียกว่าพรหมลิขิต
