หลังจบการแข่งขันรอบที่สอง ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่ในสถานที่จัดงานมีประมาณ 200 คน
รอบสุดท้ายคือการแสดงความสามารถเฉพาะตัว แต่ละคนมีเวลา 2 นาที ใช้ระบบให้คะแนนสดจากกรรมการเช่นเดิม ผู้ที่ผ่านจะถูกส่งไปยังหอพักในโซนถ่ายทำรายการเพื่อรอเริ่มบันทึกเทป
โอกาสผ่านเพียงครึ่งเดียวทำให้คนที่ยังเหลืออยู่ในสถานที่จัดงานเครียดกันสุด ๆ ช่วงพักครึ่งชั่วโมง หลายคนเลือกฝึกซ้อม จึงเห็นเด็กฝึกยืดเส้นยืดสายกันอยู่ทั่วบริเวณ
เจิ้งเจวี๋ยสุยได้เข้ารอบ 100 คนแน่นอนอยู่แล้ว ฝีมือของเขาดีพอที่จะมั่นใจได้ จึงนั่งอยู่กับที่อย่างผ่อนคลาย
“เดี๋ยวนายจะแสดงอะไร?” เขาถามซีซ่ง
ซีซ่งเพิ่งเข้าร่วมรายการ แถมยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่เคยฝึกร้องเพลงหรือเต้นมาก่อน ปกติเขาแทบไม่ได้ร้องเพลง นอกจากฮัมเล่นสองสามประโยคตอนอยู่คนเดียว เมื่อเทียบกับเด็กฝึกคนอื่นที่เตรียมตัวมาพร้อม เขาจึงไม่โดดเด่นด้านความสามารถเป็นพิเศษ คะแนนในรอบที่สามของซีซ่งก็เลยไม่สูงนัก สุดท้ายผ่านเข้ารอบมาได้อย่างฉิวเฉียด
ซีซ่งรู้ดีว่าตัวเองแค่โชคดีกว่าคนอื่นหนึ่งคะแนนเท่านั้น หลังเข้าร่วมรายการ เขาจึงฝึกหนักกว่าคนอื่นทุกครั้ง
ความขยันชดเชยพรสวรรค์ได้ แม้ซีซ่งจะเทียบกับเด็กฝึกที่มีพรสวรรค์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังตามฝีเท้าคนอื่นทัน ไม่เป็นตัวถ่วง
ทว่าภายหลังเมื่อสงครามในกลุ่มแฟนคลับปะทุขึ้น การเปิดตัวที่แสนธรรมดาของซีซ่งในรายการกลับกลายเป็นจุดด้อยที่ใหญ่ที่สุด หลายคนหยิบเรื่องนี้มาล้อเลียน บอกว่าเขาใช้หน้าตาหากินเพื่อไต่เต้า เบียดผู้เข้าแข่งขันที่มีฝีมือจริง ๆ แถมยังเกาะตำแหน่งเดบิวต์ไว้ไม่ยอมปล่อยเหมือนปลิง ไม่แน่ว่าหน้าตานั่นก็ไปทำมาเหมือนกัน
ถ้าตอนนี้ทุกอย่างไม่ใช่ความฝันล่ะก็
ซีซ่งนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ร้องเพลง”
เจิ้งเจวี๋ยสุยเผลอยืดตัวตรง แล้วโน้มเข้าหาซีซ่ง
เห็นได้ชัดว่าเขาสนใจมาก “เยี่ยมเลย! ฉันรอฟังอยู่!”
“ถ้านายร้องได้ถูกใจ ฉันจะรับนายเข้ารายชื่อคนที่อยากร่วมงานด้วยก่อน” เจิ้งเจวี๋ยสุยพูดต่อ
...นี่มันเป็นเกียรติอย่างสูงเลยนะ ซีซ่งหัวเราะแห้ง ๆ อย่างพูดไม่ออก
เจิ้งเจวี๋ยสุยหลงใหลการร้องเพลงเป็นพิเศษ
เขานึกขึ้นได้ว่าในชาติก่อน หลังเจิ้งเจวี๋ยสุยเบื่อจนออกจากรายการไป เจ้าตัวก็หายเงียบไปนานมาก
ครั้งต่อมาที่ได้ยินข่าวของอีกฝ่ายก็คือตอนที่ซีซ่งแทบจะกลายเป็นคนที่บริษัททอดทิ้ง ต้องเผชิญทั้งการรุมด่าทางอินเทอร์เน็ตและพวกแฟนคลับสะกดรอยตามมาดักถึงข้างนอกทุกวัน
หลายปีต่อมาเจิ้งเจวี๋ยสุยกลับมาแต่งเพลงใหม่ ความนิยมก็ยังไม่ลดลง เพลงเพิ่งปล่อยออกมาก็ดึงดูดสายตาทุกคนแทบทั้งหมด บรรดาบล็อกเกอร์รีวิวเพลงพากันช่วยโปรโมต กระแสเต้นตามเพลงแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต แม้แต่บริษัทยังเอาเพลงใหม่ของเจิ้งเจวี๋ยสุยมาใช้วิเคราะห์ ก่อนจะถอนหายใจปิดท้ายว่า ถ้าได้ร่วมงานกับเขาก็คงดี
นอกจากคุณภาพของเพลงใหม่แล้ว บทสัมภาษณ์หลังจากนั้นของเจิ้งเจวี๋ยสุยยังเป็นตัวจุดกระแสให้ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม
เมื่อถูกนักข่าวถาม เจิ้งเจวี๋ยสุยตอบว่า “ผมเขียนเพลงนี้ตอนกำลังโมโห มีคนหนึ่งที่ผมอยากร่วมงานด้วย ผมรอเขามาหลายเดือนแต่ก็ไม่ตอบกลับ เพราะงั้นผมจะทำให้เขารู้ว่า วันนี้คุณทำเป็นไม่เห็นหัวผม วันหน้าผมจะทำให้คุณเอื้อมไม่ถึง!”
...เป็นคำพูดที่เจิ้งเจวี๋ยสุยพูดได้จริง ๆ นั่นแหละ
โดยรวมแล้ว แม้เจิ้งเจวี๋ยสุยตรงหน้าจะไม่เหมือนอัจฉริยะผู้เย็นชาที่ซีซ่งจำได้ แต่กลับทำให้เขารู้สึกไม่รังเกียจอย่างคาดไม่ถึง
เขาคิดว่าเจิ้งเจวี๋ยสุยแบบนี้เข้าหาง่ายกว่า
เมื่อหมดเวลาพักครึ่งชั่วโมง กรรมการก็กลับมานั่งประจำที่ รอบคัดเลือกรอบสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ซีซ่งมองเห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาเหล่านั้น
ในฐานะผู้เข้าแข่งขันที่ฝ่าฟันจนโดดเด่นขึ้นมาจากคนร้อยคนและได้เดบิวต์สำเร็จ อดีตเพื่อนร่วมวงของซีซ่งย่อมเป็นคนที่ทั้งขยันและมีพรสวรรค์
ตอนนี้เมื่อได้เห็นพวกเขาอีกครั้งบนเวทีออดิชัน ซีซ่งก็รู้สึกหลากหลายจนบอกไม่ถูก
แม้เมื่อก่อนเขาจะเคยถูกคนในวงกีดกันและใช้ความเย็นชาใส่ แต่ตอนนี้เขากับคนกลุ่มนี้ก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าต่อกัน ทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เขาเองยังไม่รู้เลยว่าควรใช้ความรู้สึกอย่าง “เกลียดชัง” เผชิญหน้ากับพวกเขาหรือเปล่า
อารมณ์สารพัดประดังเข้ามา ซีซ่งสูดหายใจลึก รู้สึกขมปร่าในปาก
จังหวะนั้นเอง หมายเลขของเจิ้งเจวี๋ยสุยก็ถูกเรียก เสียงฮือฮารอบข้างดังขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนทุกคนจะจำหมายเลขของเขาได้แล้ว
“ตั้งใจดูให้ดีล่ะ ฉันจะขึ้นไปแสดงของถนัด!” เจิ้งเจวี๋ยสุยลุกขึ้นยืนแล้วพูดกับซีซ่ง
ซีซ่งเห็นว่าพอเจิ้งเจวี๋ยสุยขึ้นเวที กรรมการทุกคนก็ยืดตัวตรง สีหน้าชื่นชมจนปิดไม่มิด
“สวัสดีครับคุณครูกรรมการทุกท่าน วันนี้ผมจะแสดงความสามารถด้วยการร้องเพลง ‘จดหมายที่ลอยมาตามสายลม’”
บรรยากาศในสถานที่จัดงานเงียบกริบลงทันทีที่เจิ้งเจวี๋ยสุยพูดจบ
ซีซ่งอดเบิกตากว้างขึ้นนิด ๆ ไม่ได้
‘จดหมายที่ลอยมาตามสายลม’ เป็นเพลงรักฟังสบายที่เรียบง่ายอย่างแท้จริง
“...เดี๋ยวนะ นี่มันอวดดีเกินไปแล้วมั้ง?”
ผ่านไปนานทีเดียว ซีซ่งถึงได้ยินเสียงเด็กฝึกที่อยู่ไม่ไกลร้องขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
“เขาไม่ใช่แร็ปเปอร์เหรอ? นึกว่าจะมาแร็ปสักท่อนซะอีก”
“ก่อนหน้านี้เขาเคยร้องเพลงที่เน้นเสียงร้องล้วน ๆ แบบนี้เหรอ? ไม่นะ?”
“แร็ปเปอร์ยังจะมาแย่งพื้นที่ของนักร้องอีกเหรอ? นักร้องระดับล่างอย่างฉันจะอยู่รอดต่อไปได้ไหมเนี่ย?”
เห็นได้ชัดว่ากรรมการเองก็ตกใจกับการเลือกที่ไม่เป็นไปตามคาดของเจิ้งเจวี๋ยสุย แต่เป็นการตัดสินใจของเจ้าตัว ต่อให้สงสัยแค่ไหน กรรมการก็พูดห้ามตามใจชอบไม่ได้ ไม่อย่างนั้นอาจถูกเข้าใจผิดว่าลำเอียง และทำให้ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นไม่พอใจได้ง่าย
เมื่อได้รับสัญญาณ เจ้าหน้าที่หลังเวทีก็เปิดดนตรีประกอบเพลง ‘จดหมายที่ลอยมาตามสายลม’
เจิ้งเจวี๋ยสุยเริ่มร้องตามจังหวะ ต่างจากภาพน่าอึดอัดที่ทุกคนจินตนาการไว้ตอนแร็ปเปอร์เปลี่ยนมาร้องเพลง ฝีมือการร้องของเขากลับเหนือความคาดหมายของทุกคน การเอื้อนเสียงและรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ล้วนทำออกมาได้อย่างประณีต แม้บางเทคนิคจะยังเทียบกับนักร้องที่ผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าคนส่วนใหญ่แล้ว
เมื่อเพลงจบลง เจิ้งเจวี๋ยสุยเก็บเสียงได้อย่างมั่นคง ก่อนโค้งคำนับให้กรรมการอย่างสุภาพ แล้วเดินลงจากเวที
แทบไม่ต้องลังเล หลังเขาร้องจบ กรรมการก็ให้ผ่านทันที
เจิ้งเจวี๋ยสุยรับสายตาจำนวนมากจากคนเกือบทั้งฮอลล์อย่างสงบนิ่ง วนไปไกลเสียรอบหนึ่งกว่าจะกลับมานั่งข้างซีซ่ง
ซีซ่งเห็นท่าทางสบายอกสบายใจของเขาแล้วก็รู้สึกขำขึ้นมา จึงถามแทนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นในคำถามที่ทุกคนอยากรู้ที่สุดว่า “แร็ปเป็นจุดแข็งของนายแท้ ๆ ทำไมถึงเลือกมาร้องเพลงรักบนเวทีล่ะ?”
ในความทรงจำของซีซ่ง ตอนออดิชันเจิ้งเจวี๋ยสุยเลือกแสดงความสามารถเฉพาะตัวด้วยการแร็ปสดแต่งเนื้อร้อง
เจิ้งเจวี๋ยสุยยักไหล่ ทำหน้าไม่ใส่ใจ “แค่นึกขึ้นมาได้กะทันหันน่ะ ฉันมาที่นี่เพื่อหานักร้องที่เหมาะจะร่วมงานด้วย ถ้านักร้องที่นี่ฝีมือยังสู้ฉันไม่ได้ ฉันจะมาที่นี่เสียเที่ยวไม่ใช่หรือไง?”
ก็มีเหตุผล ซีซ่งอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย แล้วก็ได้ยินเจิ้งเจวี๋ยสุยเปลี่ยนเรื่องพูดขึ้นมาว่า “นายจะด้อยกว่าฉันนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร นี่เป็นสิทธิพิเศษที่ฉันให้เพื่อน”
อืม... ซีซ่งซึ่งเป็นสมาชิกบอยแบนด์และเคยเป็นนักร้องนำมาสี่ปี ได้แต่พยักหน้าเงียบ ๆ
กว่าจะถึงคิวซีซ่งก็ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง พอได้ยินหมายเลขของตัวเอง เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
เขาตอบรับคำให้กำลังใจของเจิ้งเจวี๋ยสุยสั้น ๆ ก่อนเดินขึ้นเวทีช้า ๆ
อย่าไปสนใจสปอตไลต์กับกล้องถ่ายทำ
หัวใจเริ่มเต้นเร็วขึ้น ซีซ่งกำไมโครโฟนไว้แล้วบอกเพลงที่เตรียมมา “...เพลงที่ผมจะร้องคือ ‘วัยเยาว์กับเธอ’ ครับ”
เพลงนี้ก็เป็นเพลงรักเช่นกัน แค่ดูจากชื่อก็รู้ได้ว่าเนื้อหาของเพลงเกี่ยวกับวัยหนุ่มสาว
เหตุผลที่ซีซ่งเลือกเพลงนี้ เพราะตอนนี้เขาเป็นเพียงนักเรียนที่เพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยเสร็จและกำลังจะก้าวเข้าสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วน ‘วัยเยาว์กับเธอ’ ก็เป็นเพลงป๊อปที่ผู้คนชอบร้องกันในช่วงเทศกาลจบการศึกษา เข้ากับภาพลักษณ์ของเขาในตอนนี้ดี เลือกเพลงนี้ไม่มีทางพลาด
...ยิ่งไปกว่านั้น เพลงนี้เป็นเพลงที่เขาเลือกตอนออดิชันในชาติก่อน
- ฤดูร้อน เอ่ยคำลาให้ทุกความเสียดาย
ซีซ่งหลุบตาลง ร้องตามจังหวะ
- เรื่องราวเดินทางถึงตอนจบ กระเป๋าเดินทางบรรจุวันวานไว้เต็มใบ
- เธอบอกว่าต้องเติบโตไปไกลแค่ไหน เรื่องราวถึงจะไม่มีวันจบ
‘วัยเยาว์กับเธอ’ ไม่ได้มีเทคนิคพิเศษอะไรล้ำเลิศ การที่เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่เด็กจบใหม่ทุกคนจดจำได้ ก็ต้องยกความดีความชอบให้ความรู้สึกลึกซึ้งที่นักร้องถ่ายทอดออกมาตอนร้องเพลง
ซีซ่งทุ่มเทฝึกฝนการร้องเพลงไม่น้อย เพื่อถ่ายทอดบทเพลงออกมาให้ดีที่สุดแก่แฟนคลับและผู้ชม ต่อให้เขากลับมายังช่วงออดิชัน ร่องรอยการฝึกซ้อมที่เคยมีจะเลือนหายไปตามวัย แต่เทคนิคที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกไปนานแล้วไม่มีทางลืม
แม้น้ำเสียงจะยังใสซื่อ แต่กลับเติมรสชาติที่แตกต่างให้เพลงซึ่งมีวัยเยาว์เป็นหัวใจอยู่แล้ว
ซีซ่งลากเสียงท้ายเพลงจบอย่างฉับไว เหลือเวลาอยู่ราวครึ่งนาทีพอดี
เขากำลังรอฟังคะแนนจากกรรมการ แต่กลับรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลก ๆ จากด้านล่างเวที
...เงียบเกินไปหรือเปล่า
ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ซีซ่งคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไว้แล้ว อย่างไรเสียในความทรงจำของเขา ฝีมือในตอนนี้ก็ธรรมดาจริง ๆ เมื่อกรรมการให้ผ่าน เขาก็โค้งขอบคุณอย่างสงบแล้วเดินลงจากเวที
สายตาของเขาประสานกับเด็กฝึกคนหนึ่งที่จ้องมาทางเขา อีกฝ่ายกำลังเหม่ออยู่ชัด ๆ พอถูกจับได้ก็สะดุ้ง รีบหันหน้าไปอีกทางอย่างร้อนตัว
แปลกจัง...
มีเพียงเจิ้งเจวี๋ยสุยที่ทำให้เขาวางใจได้ ท่าทีของอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนไปเลย ยังคงโบกมือต้อนรับซีซ่งกลับมาอย่างกระตือรือร้น
ซีซ่งค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย แต่พอเพิ่งนั่งลง ข้อมือก็ถูกใครบางคนคว้าหมับด้วยแรงทั้งหมดที่มี
เจิ้งเจวี๋ยสุยเบิกตากว้าง มือกำข้อมือเขาแน่น ในลำคอส่งเสียงหัวเราะประหลาด ๆ ดังครืดคราด
“ฮ่า ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”
ซีซ่งสะดุ้งตกใจ
จากนั้นเจ้านี่ก็หอบหายใจแรง โน้มเข้าหาซีซ่งเหมือนสัตว์ร้ายตัวใหญ่ที่กำลังจะกินคน แล้วเอาหัวมาถูไถคอเขา
“ขอฟังหน่อย... เส้นเสียงของนายทำงานยังไง? ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ...”
ซีซ่ง “...”
บ้าไปแล้ว... หรือเปล่า?
