อีกทั้งที่ผ่านมา ทหารอาสาสมัครต่างชาติก็มีสถานะน่าอึดอัดอยู่ในกองทัพที่นี่มาโดยตลอด
ค่าจ้างต่ำ อุปกรณ์แย่ อัตราการบาดเจ็บล้มตายสูง ต่อให้ตายไปก็ไม่มีใครใส่ใจ
ถ้าสามารถผลักดัน “วีรบุรุษทหารต่างชาติ” สักคน ให้ทหารอาสาสมัครต่างชาติทุกคนที่เสี่ยงชีวิตอยู่ในสนามเพลาะรู้ว่า “ถ้าทำได้ดี ก็จะมีคนมองเห็น” ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งต่อขวัญกำลังใจและการรับสมัครทหาร......
ฮัฟคาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองทหารตัวใหญ่คนที่เกือบถูกเซี่ยอี้ใช้มีดพกแทงก่อนหน้านี้
สายตาของเขาหยุดอยู่บนตัวอีกฝ่ายสองวินาที จากนั้นก็เอ่ยถามว่า “นายไม่ยอมรับนักแม่นปืนต่างชาติคนนี้หรือ?”
ทหารตัวใหญ่ไม่คิดว่าฮัฟคาจะถามแบบนี้ เขาชะงักไปสองวินาที ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ไม่ยอมรับ”
ฮัฟคาพยักหน้า ชี้ไปทางเซี่ยอี้แล้วเอ่ยว่า “เขาคือนักแม่นปืนต่างชาติที่พวกนายพูดถึง ถ้าไม่ยอมรับก็ประลองกันสักรอบสิ”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศในโรงอาหารที่เพิ่งผ่อนคลายลงก็กลับมาตึงเครียดขึ้นทันที
แม้แต่เซี่ยอี้เองก็ชะงักไป เขาไม่คิดว่าฮัฟคาจะเปิดเผยตัวตนของเขาตรง ๆ และยิ่งไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเสนอให้ “ประลองกันสักรอบ”
ทหารตัวใหญ่เบิกตากว้าง มองเซี่ยอี้ก่อน แล้วค่อยมองฮัฟคา ราวกับกำลังยืนยันว่าตัวเองได้ยินไม่ผิด
“ปะ...ประลองอะไรกัน?” ทหารตัวใหญ่ถาม น้ำเสียงเจือความลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ที่มากกว่าคือความฮึกเหิมอยากเอาชนะที่ถูกปลุกขึ้นมา
ฮัฟคาเก็บปืนประจำกายในมือ แล้วเดินไปยืนข้างทหารตัวใหญ่ “นายไม่ยอมรับฝีมือการยิงปืนของเขาไม่ใช่หรือ งั้นก็ประลองยิงปืนกัน”
