เซี่ยอี้เก็บปืนแล้วเดินไปหาชายหนวดเฟิ้ม “ถึงคิวนายแล้ว”
ทันใดนั้น สายตาของทุกคนก็หันไปจับจ้องชายหนวดเฟิ้ม
ชายหนวดเฟิ้มไม่ขยับ เขามองเซี่ยอี้ด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด “ไม่แข่งแล้ว ผมแพ้”
ฝูงชนที่มามุงดูเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงซุบซิบเบา ๆ ดังขึ้น แต่ไม่มีใครส่งเสียงโห่ ไม่มีใครหัวเราะเยาะ
ทุกคนเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นในห้าวินาทีเมื่อครู่ ต่อให้ใครขึ้นไป ผลลัพธ์ก็คงไม่ดีไปกว่าชายหนวดเฟิ้ม
อีกด้านหนึ่ง ต่างจากที่คิด พวกอิกอร์ไม่มีใครแสดงสีหน้าอื่นใดเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ราวกับรู้ผลลัพธ์นี้อยู่แล้ว
ทุกคนเป็นทหาร ไม่มีอะไรให้ต้องอ้อมค้อม แพ้ก็คือแพ้
เมื่อรู้ว่าฝีมือของตัวเองกับเซี่ยอี้ต่างกันลิบลับ ชายหนวดเฟิ้มก็เอ่ยคำว่า “ขอโทษ” แล้วก็ยื่นมือไปหาเซี่ยอี้
“นักแม่นปืน ต่อไปถ้าเจอกันในสนามรบ ก็ช่วยดูแลกันและกันด้วย”
เซี่ยอี้ไม่ใช่คนใจแคบ เขาจับมือชายหนวดเฟิ้มแล้วยิ้ม “ไม่มีปัญหา”
เดิมทีชายหนวดเฟิ้มคิดว่าเซี่ยอี้จะฉวยโอกาสเยาะเย้ยสักสองคำ เพราะเมื่อครู่เขาทั้งตั้งข้อสงสัยทั้งยั่วยุ แถมยังมีเรื่องทะเลาะกันเมื่อวานอีก หากเป็นเขาเองก็คงไม่ยอมรับคำขอโทษของตัวเองเหมือนกัน
ชายหนวดเฟิ้มชะงักไป ก่อนสีหน้าจะผ่อนคลายลงมาก
เอาเถอะ เขายอมรับในฝีมือของเซี่ยอี้อย่างหมดใจ
แปะ แปะ แปะ
ฮัฟคาปรบมือพลางเดินเข้ามา ด้านหลังมีอันนาตามมาด้วย เธอยกกล้องขึ้นเล็งไปที่เซี่ยอี้
