ในช่วงเวลาคับขัน ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากป่าข้างทาง
“โครม!”
เสียงกระแทกทุ้มหนักดังขึ้น
ชายบาดเจ็บที่กำลังจะลงมือกับเฉินหนิงเสวี่ยถูกซัดลอยกระเด็นออกไปอย่างกะทันหัน ร่างกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายเมตร ก่อนจะไถลลงมากองกับพื้นราวกับโคลนเหลว
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้อีกคนตกใจจนแทบสิ้นสติ
“ใครน่ะ!” เขาตะโกนเสียงดัง พลางยกมือขึ้นหมายจะโต้กลับโดยสัญชาตญาณ
แต่พอเห็นหน้าผู้มาใหม่ชัด ๆ ก็ผงะถอยหลังด้วยความตกใจ
“พี่เฟิง... พี่เฟิง... ทำไมเป็นพี่ล่ะ!”
หลินเฟิงไม่สนใจเขา หันไปมองจางปู้ซานที่อยู่ไม่ไกล
“จางปู้ซาน แกนี่ไม่เคยเปลี่ยนนิสัยจริง ๆ”
จางปู้ซานสะดุ้งเฮือก รีบลุกขึ้นจากพื้นแล้วโบกมือปฏิเสธรัว ๆ
“น้องชาย เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดกันทั้งนั้น!”
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย เป็นฝีมือพวกมันสองคนต่างหาก พวกมันคิดจะล่วงเกินเสี่ยวเสวี่ย! ไม่เชื่อก็ถามเสี่ยวเสวี่ยดูสิ...”
จางปู้ซานพูดไปพลางขยิบตาให้เฉินหนิงเสวี่ยถี่ ๆ
เฉินหนิงเสวี่ยลุกขึ้นจากพื้น ชี้หน้าจางปู้ซาน ความสิ้นหวังในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความแค้นอันลุกโชนในพริบตา
“หลินเฟิง คุณช่วยฆ่าตาแก่นี่ให้ฉันได้ไหม”
“ขอร้องล่ะ ฆ่าไอ้เดรัจฉานแก่ ๆ นี่ให้ฉันที!”
“ถ้าคุณฆ่ามัน ฉัน... ฉันจะยกชีวิตนี้ให้คุณ! ให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น!”
เมื่อเห็นหญิงสาวน้ำตาคลอ หลินเฟิงก็พยักหน้าแล้วค่อย ๆ เดินไปหาจางปู้ซาน
พอสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร จางปู้ซานก็ผงะถอยหลังไม่หยุด ก่อนจะก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น
“แก... อย่าเข้ามานะ!”
“หลิวอีโส่วไอ้ขี้ขลาดนั่นกลัวแก แต่ฉันไม่กลัวหรอก!”
เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ จางปู้ซานก็คิดหาทางออกอย่างรีบร้อน ก่อนจะตะโกนใส่ชายบาดเจ็บที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวว่า “ยืนบื้ออะไรอยู่! ต่อให้มันเก่งแค่ไหนก็มีแค่คนเดียว! พวกเรามีสามคน ช่วยกันต่อยมันคนละหมัด มันก็รับไม่ไหวแล้ว! ฆ่ามันซะ แล้วผู้หญิงคนนี้ก็ยังเป็นของพวกเรา!”
ชายบาดเจ็บคนนั้นเดิมทีเริ่มคิดจะหนีแล้ว แต่พอได้ยินคำพูดนี้ก็เหลือบมองขาที่บาดเจ็บของตัวเอง
เขารู้ดีว่าไม่มีทางหนีรอดอยู่แล้ว
ถึงอย่างไรก็ต้องตาย สู้เสี่ยงดูสักตั้งดีกว่า!
“บัดซบ เอาก็เอาวะ!”
