“เลิกเล่นได้แล้ว กรงดักปูของพวกเราเหมือนจะถูกใครเอาไป...”
พอได้ยิน หลินเฟิงก็ตื่นเต็มตาทันที
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นฝีมือ “เพื่อนบ้าน” กลุ่มน่ารำคาญพวกนั้นอีกแล้ว
เขาคว้าฉมวกขึ้นมา แล้วเดินตรงไปยังค่ายของหลิวอีโส่ว
ผ่านไปเพียงคืนเดียว ค่ายของหลิวอีโส่วก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
บนชายหาดที่เคยรกระเกะระกะ ตอนนี้มีโครงไม้แบบง่าย ๆ ที่ทำจากกิ่งไม้ตั้งอยู่หลายโครง
แม้จะดูเบี้ยว ๆ ไปบ้าง แต่ถ้าปูวัสดุลงไปอีกหน่อย ก็พอจะกันฝนได้
ตอนนี้มีคนกลุ่มหนึ่งล้อมวงกันอยู่ในค่าย บรรยากาศคึกคักไม่น้อย
หวงเหมากำลังถือกรงสานด้วยเถาวัลย์อยู่ในมือ พล่ามโอ้อวดจนคนรอบข้างแทบเปียกน้ำลาย
“พี่น้อง เห็นกันหรือยังว่านี่อะไร?”
“ฉันบอกแล้วไงว่าพอฉันลงมือ คนเดียวก็เก่งเท่าสองคน! ปูพวกนี้ วันนี้ทุกคนได้กินเนื้อกันแน่!”
ในกรง ปูหลายตัวกำลังกางก้ามไปมา ดูกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา
คนรอบข้างมองปูในกรงด้วยแววตาเป็นประกาย ต่างพากันชื่นชมและประจบสอพลอไม่ขาดปาก
“พี่หวงเหมาเจ๋งจริง ๆ!”
“ในที่สุดพวกเราก็ได้กินเนื้อสักที”
“ยังไงก็ต้องพี่หวงเหมาแหละ เก่งกว่าพี่หลิวตั้งเยอะ”
ได้ฟังคำเยินยอ คางของหวงเหมาเชิดสูงแทบจะชี้ฟ้า “เออ ๆ อย่าพูดมั่วสิ พี่หลิวเป็นพี่ใหญ่ของฉัน ฉันเคารพเขามาก”
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการถูกประจบ เขาก็เหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้
หวงเหมาระวังตัวขึ้นมาทันที
“ไอ้หนู มาทำอะไร?” หวงเหมาซ่อนกรงดักปูไว้ด้านหลัง พลางมองหลินเฟิงด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
หลินเฟิงขี้เกียจพูดอ้อมค้อม จึงเข้าเรื่องทันที
“เอากรงดักปูคืนมา”
พอได้ยินคำพูดนี้ ค่ายทั้งค่ายก็เงียบกริบในพริบตา
หวงเหมากลับหัวเราะเยาะ
“ของแกเหรอ? เขียนชื่อแกไว้บนกรงหรือไง?”
“ฉันไปงมขึ้นมาจากทะเลตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วมันกลายเป็นของแกตั้งแต่เมื่อไหร่?”
หลินเฟิงพูดเสียงเย็น “กรงดักปูนี่แกเป็นคนวางไว้หรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่ แล้วจะไม่ใช่ของฉันได้ยังไง?”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครพูดอะไร
ตอนนั้นเอง ชายผมสั้นเกรียนคนหนึ่งในกลุ่มอดพึมพำไม่ได้ “ก็จริงนะ พวกเราไม่ได้วางกรงไว้ งั้นมันก็ต้องเป็นของเขาสิ...”