เบื้องหลังเขามีพลทหารยามสี่นายตามมาด้วย
ทันทีที่พลทหารยามทั้งสี่ก้าวเข้ามาในห้องโถง อุณหภูมิภายในก็ราวกับลดฮวบลงหลายองศา
พวกเขาสวมเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มแบบเดียวกัน มีปืนเหน็บอยู่ที่เอว ยืนตัวตรงดุจต้นสน สายตาคมกริบดุจอินทรี
ทั้งสี่เดินเรียงกันเข้ามา แล้วไปยืนเรียงแถวอยู่ด้านหลังจางเสวี่ยหมิง ไม่พูด ไม่คำนับ เพียงยืนนิ่งเงียบ สายตาเย็นชากวาดมองทุกคนในห้องโถง
แววตาเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่พลทหารยามธรรมดาจะมี
นั่นเป็นแววตาของคนที่เคยผ่านสนามรบ เคยเห็นเลือด และเคยปลิดชีวิตคนด้วยมือตนเอง
สุขุม ระมัดระวัง ไร้อารมณ์ฟุ้งซ่าน ราวกับเสือดาวสี่ตัวที่ซุ่มรออยู่ พร้อมจะพุ่งเข้าใส่ทุกเป้าหมายที่คุกคามเจ้านาย
เสียงอื้ออึงที่ดังอยู่ในห้องโถงพลันถูกสายตาทั้งสี่คู่กดทับ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอไว้ จนเงียบกริบลงทันที
ทังอวี้หลินกำลังบ่นพึมพำอะไรบางอย่าง พอเงยหน้าขึ้นสบตากับพลทหารยามคนหนึ่ง คำพูดที่ค้างอยู่ในลำคอก็ถูกกลืนหายไป แม้แต่ท่าทางเช็ดเหงื่อยังแข็งค้าง
มือที่ถือถ้วยชาของหยางหยู่ถิงชะงักเล็กน้อย เขามองพลทหารยามทั้งสี่อยู่สองวินาที ก่อนค่อย ๆ วางถ้วยชา แล้วดันแว่นกรอบทองบนสันจมูก พลางหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด
เดิมทีจางจั๋วเซียงขมวดคิ้วแน่น แต่กลับคลายลงเล็กน้อย เขากวาดตามองพลทหารยามทั้งสี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วมองจางเสวี่ยหมิง มุมปากกระตุกนิด ๆ ไม่รู้ว่าคิดจะหัวเราะหรือพูดอะไร
