ฮั่วเหยียนชวนฟังเวินโหรวพูดจบก็มองเข้าไปในดวงตาของเธอ ต้นตอของโรคใจงั้นหรือ?
โรคใจของเขา ไม่ใช่เธอหรอกหรือ?
ก่อนหน้านี้เขามีปมทางใจเกี่ยวกับเรื่องแบบนั้นจริง ๆ แต่ตอนนี้...
เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหายดีหรือยัง
เวินโหรวเห็นฮั่วเหยียนชวนเงียบไป คิดว่าเขายังเอาแต่คิดเรื่องโรคใจ จึงเอ่ยปลอบว่า “อย่าคิดมากเลย เรื่องแบบนี้ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่นายคิดหรอก ยังไงก็ต้องรักษาหายแน่”
“เธอพูดถูก โรคใจต้องรักษาด้วยยาใจ ฉันได้ยินมาว่าวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการบำบัดแบบค่อย ๆ ลดความไว ฉันหาวิธีรักษาได้แล้ว”
ดวงตาลุ่มลึกของฮั่วเหยียนชวนจับจ้องเวินโหรวอยู่ครู่หนึ่ง มุมปากคลี่ยิ้มบาง ๆ แฝงความหมาย
“หืม? จริงเหรอ?” พอได้ยินว่าฮั่วเหยียนชวนหาวิธีแก้ได้แล้ว เวินโหรวก็ทั้งประหลาดใจและดีใจแทนเขา
ฮั่วเหยียนชวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “จริง ๆ ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่กลับไปลองดูก็รู้แล้ว”
เวินโหรวพยักหน้าโดยไม่ทันคิด แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าคำว่า “ลองดู” ที่เขาพูดหมายถึงอะไร
พอตกกลางคืน เวินโหรวอาบน้ำเสร็จและเพิ่งขึ้นเตียง ก็เห็นฮั่วเหยียนชวนเดินตามเข้ามาในห้อง
ตั้งแต่ครั้งก่อนที่พวกเขานอนเตียงเดียวกัน ดูเหมือนหลังจากนั้นจะเคยชินกับการนอนแบบนี้ไปแล้ว
เวินโหรวเห็นฮั่วเหยียนชวนไม่ได้คิดจะกลับไปนอนที่เดิม เธอก็ไม่รู้จะพูดอะไร
ถ้าเธอเอ่ยปากออกไปจริง ๆ แล้วทำให้ฮั่วเหยียนชวนเข้าใจผิดว่าเธอรังเกียจเขาจะทำอย่างไร?
เวินโหรวขยับไปข้าง ๆ ฮั่วเหยียนชวนจึงนั่งลงข้างเธอ
นึกถึงเรื่องการบำบัดแบบค่อย ๆ ลดความไวที่เขาพูดถึงตอนบ่าย เวินโหรวก็อดสงสัยไม่ได้ จึงถามว่า “การบำบัดแบบค่อย ๆ ลดความไวที่นายพูดถึงคืออะไร?”
ฮั่วเหยียนชวนไม่คิดว่าเวินโหรวจะเป็นฝ่ายถามขึ้นมา เขาหันไปมองเธอ “อยากรู้หรือ?”
เห็นท่าทีของเขาแบบนี้ เวินโหรวก็ยิ่งอยากรู้ จึงพยักหน้า
แต่ในตอนนั้นเอง มือใหญ่ข้างหนึ่งก็โอบเอวเธอไว้ทันที เวินโหรวชะงัก เมื่อสัมผัสได้ถึงมือที่เอว ร่างทั้งร่างก็แข็งทื่อขึ้นมา
“นะ...นายทำอะไรน่ะ?” เธอเบิกตากว้างและเผลอถามออกไป
“การบำบัดแบบค่อย ๆ ลดความไว” ฮั่วเหยียนชวนเพิ่งพูดจบ มือก็ออกแรงเล็กน้อย ใช้สองมืออุ้มเวินโหรวขึ้นมานั่งบนตักอย่างง่ายดาย
