วันรุ่งขึ้นหลังจากร่วมงานแต่งงาน เวินโหรวกับฮั่วเหยียนชวนก็พาเด็ก ๆ กลับจิงชื่อแล้ว
อวิ๋นชูกับอวิ๋นเหยารู้สึกสนุกกับประสบการณ์ในชนบทครั้งนี้มาก ตอนจะกลับจึงยังอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
“พ่อคะ แม่คะ เมื่อไหร่พวกเราถึงจะได้กลับมาอีก?” พวกเธอสองคนยังเล่นไม่จุใจเลย
ปกติอยู่ในเขตบ้านพัก นอกจากเพื่อนร่วมชั้นที่รู้จักกันในโรงเรียนแล้ว พวกเธอก็ไม่มีเด็กคนอื่นให้เล่นด้วย
ครั้งนี้กลับมาชนบท พวกเธอได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมาย ทั้งยังแบ่งของเล่นกับขนมที่ตัวเองชอบให้กันด้วย
เวินเจี้ยนเซ่อถึงกับผูกชิงช้าไว้บนต้นไม้ใหญ่ในลานบ้านให้พวกเธอในคืนเดียว
ถ้าไม่ใช่เพราะเวินโหรวกับฮั่วเหยียนชวนต้องกลับไปทำงาน พวกเธอคงไม่อยากกลับจิงชื่อกันแล้ว
“ไว้มีเวลาเมื่อไหร่ แม่จะพาพวกหนูกลับมาอีกนะ” เวินโหรวเองก็ไม่คิดว่าพวกเธอจะชอบที่นี่ขนาดนี้ จึงได้แต่ปลอบไปก่อน
พอยายหลี่ได้ยินว่าเวินโหรวไม่ยอมช่วยหลานชายของตัวเอง ก็โกรธจนคว้าไม้เท้าออกไปหาเวินโหรวด้วยตัวเอง
หลี่เจี้ยนกัวกับหลี่ฝูไหลยังถือของฝากไปด้วย คราวนี้เป็นชาชั้นดี บุหรี่กับเหล้าราคาแพง เพื่อให้ลูกชายได้เข้าทำงานที่บริษัทขนส่ง หลี่เจี้ยนกัวทุ่มเงินสุดตัวแล้ว
เขายังเตรียมให้หลี่ฝูไหลไปขอโทษเวินโหรวด้วย หวังเพียงว่าเธอจะหายโกรธ
แต่พอพวกเขาไปถึงหน้าประตู ก็ถูกเวินจีเหนียนไล่ออกมา
“เมื่อวานผมพูดกับพวกคุณชัดเจนแล้วว่าบ้านเราไม่ต้อนรับพวกคุณ ออกไปเดี๋ยวนี้”
เขาไม่สนด้วยซ้ำว่าคนตรงหน้าจะเป็นใคร แม้แต่ยายหลี่ก็ไม่ไว้หน้า
“เวินจีเหนียน เธอพูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ได้ยังไง? รีบไปเรียกเวินโหรวออกมาเดี๋ยวนี้!” หลี่ฝูไหลอาศัยว่ายายหลี่คอยหนุนหลัง ชี้หน้าเวินจีเหนียนแล้วออกคำสั่ง
“เสี่ยวโหรวกลับจิงชื่อไปแล้ว พวกคุณเลิกหวังได้เลย”
เวินจีเหนียนเองก็คิดไม่ถึงว่าคนตระกูลหลี่จะมาขอให้ช่วยด้วยท่าทีไร้เหตุผลแบบนี้ แค่ท่าทีของพวกเขา ต่อให้ช่วยได้ก็ไม่มีใครอยากช่วยหรอก
“อะไรนะ? กลับจิงชื่อไปแล้วเหรอ?” พอได้ยินคำพูดของเวินจีเหนียน หลี่เจี้ยนกัวก็ยืนนิ่งตะลึงอยู่กับที่
“ไปเรียกพ่อแม่ของเธอออกมา ฉันมีเรื่องจะถาม” ยายหลี่ยังวางท่าอยู่ในเวลานี้
