หน้าโรงเรียน
เย่เสียนมองลูกชายที่หอบหิ้วถุงน้อยใหญ่เต็มมือ ในใจรู้สึกหลากหลายปนเป แววตาฉายแววลังเล ก่อนเอ่ยถามหยั่งเชิงว่า “ลูกจ๋า ทำไมจู่ๆ ถึงอยากย้ายโรงเรียนล่ะ”
“ไม่มีอะไรครับ แค่รู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินไป”
อวี่ฝานหยุดฝีเท้า โกหกด้วยความหวังดี “ก็ขึ้น ม.6 แล้วนี่ครับ เปลี่ยนที่เรียน เปลี่ยนบรรยากาศ ไม่อยากปล่อยชีวิตไปวันๆ แบบนี้อีก”
“คิดแบบนี้ได้ก็ดีที่สุดแล้ว”
เมื่อเห็นจู่ๆ ลูกชายก็ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น เย่เสียนในใจคละเคล้าทุกข์สุขปนกัน ก่อนค่อยๆ เอ่ยปาก “วันนี้เป็นวันเกิดคุณน้าเธอ แม่ตั้งใจทำซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานที่เธอชอบที่สุด กลับบ้านกินข้าวด้วยกันดีไหม”
น้ำเสียงแฝงแวววิงวอน
ตั้งแต่ที่อวี่ฝานขึ้นมัธยมปลาย กลับบ้านได้นับครั้งถ้วน
สำหรับเรื่องนี้ เย่เสียนไม่รู้แอบซับน้ำตาไปกี่หนกี่ครั้ง ในใจลูกชายเธอย่อมรู้ดี ก็แค่ไม่อยากเจอคนผู้นั้นเท่านั้น
เห็นแม่ทำท่าเช่นนี้ อวี่ฝานในอกวูบไหว ลึกๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความละอายใจ
ในชาติก่อน เขาทำผิดมามากมายนัก
ชาตินี้ จะชดเชยทุกสิ่งคืน !!!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวี่ฝานในใจปลอดโปร่งโล่งอก หัวเราะเสียงเบา “พอดีหิวแล้วครับ เดี๋ยวต้องกินให้เต็มที่สักที”
“หือ?”
ประโยคแสนเรียบง่าย ทำให้เย่เสียนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ในน้ำเสียงเจือความไม่แน่ใจ “เสี่ยวฝาน เธอ… เธอยอมกลับบ้านกินข้าวเหรอ”
อวี่ฝานไม่ได้พูดอะไร แบกกระเป๋าเดินไปข้างทางที่จอดรถเก๋งสีแดง คันหนึ่ง เปิดท้ายรถ ใส่สัมภาระลงไป
จากนั้น ก็ขึ้นรถไปตรงๆ
เมื่อเห็นภาพนี้ เย่เสียนรู้สึกราวกับอยู่ในความฝัน เธอแอบซับความชื้นที่หางตา จากนั้น ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มที่ห่างหายไปเนิ่นนาน
ลูกชาย เหมือนจะโตแล้ว…
ระหว่างทางกลับบ้าน
เย่เสียนขับรถ ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปากเสียงเบา “ลูก แม่ขอร้องอะไรสักอย่าง ถึงบ้านแล้ว พยายามอย่าเถียงกับคุณน้าหลัวซ่านเลย เขา… เขาก็ลำบากเหมือนกัน”
ก่อนหน้านี้ เรื่องแบบนี้เกิดมามากมายเกินไป ถ้าไม่กำชับสองสามประโยค นางก็ไม่วางใจจริงๆ
ที่มุมปากอวี่ฝานปรากฏรอยยิ้มขมที่ยากสังเกต พยักหน้านิ่งๆ “แม่ ขับรถดีๆ เถอะ”
“……”
“เมื่อก่อนลูกไม่รู้ความ ต่อไปจะไม่เป็นอีก”
ได้ฟังดังนั้น หางตาเย่เสียนก็ร้อนผ่าว ก้อนหินใหญ่ในอกถึงกับร่วงหล่นลงพื้นในที่สุด
อวี่ฝานหาวนอน “แม่ เมื่อคืนนอนที่ห้องเรียนไม่ค่อยหลับ ลูกของีบสักประเดี๋ยวนะ”
พูดจบ เขาก็หลับตาลง ภายนอกเหมือนหลับ แต่แท้จริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
ณ ชั่วขณะนั้น ในสมองของเขามีเสียงดังต่อเนื่องชุดหนึ่งดังขึ้น
“ติ๊ง——”
“ยินดีกับโฮสต์ด้วยที่ผูกพันกับ ระบบอัจฉริยะ รอบด้าน”
เสียงนี้ละมุนละไมทั้งอ่อนหวาน ให้รู้สึกราวกับสายลมสิ้นฤดูใบไม้ผลิ
ในชาติก่อน อวี่ฝานเคยอ่านนิยายออนไลน์ไม่น้อย สำหรับการมีอยู่ของ 'นิ้วทอง' ไม่ได้ถือว่าแปลกใหม่
แม้แต่เรื่องไร้สาระอย่างการเกิดใหม่ ก็ยังเกิดกับเขา
ระบบ? ไม่ใช่รับไม่ได้!
หลังจากชะงักงันไปครู่สั้นๆ เขาก็ยอมรับทั้งหมดนี้ ในใจเอ่ยถาม “ช่วยอธิบายหน่อยได้ไหม ว่า ระบบอัจฉริยะรอบด้าน คืออะไร”
“บุ๋นรอบรู้ ฟ้ารอบรู้ บู๊รอบรู้ ปัญญารอบรู้”
"บุ๋นสามารถรู้ฟ้าดิน เข้าใจมนุษย์และสรรพสิ่ง รู้แจ้งหยินหยาง เข้าใจแปดทิศ รู้จีตั๋วซิงเหมิน (ประตูกาลเวลาแห่งความลี้ลับ) ถอดดิ่งเจี่ย (เคล็ดวิชาหลบเลี่ยงภัยพิบัติ)"
“บู๊สามารถสังหารผู้คนในสิบก้าว ทิ้งศพไว้ไกลนับพันลี้อย่างไร้ร่องรอย”
“หมอสามารถช่วยผู้คนจากความเจ็บไข้ สงเคราะห์โลกด้วยน้ำเต้าสวรรค์”
“ปัญญาสามารถวางแผนอย่างชาญฉลาด กำหนดชัยชนะจากแดนไกล เทียบเท่าปราชญ์ก่วนจ้งและเล่ออี้ นั่งขัดสมาธิสูงส่ง หัวเราะเยาะเกียรติยศ ยังไม่ทันออกจากกระท่อมมุงจาก ก็กำหนดการแบ่งแผ่นดินเป็นสามส่วนไว้ก่อนแล้ว”
“บรรลุสี่ข้อนี้ จึงเรียกได้ว่าอัจฉริยะรอบด้าน!”
ฟังคำอธิบายของระบบจบ อวี่ฝานที่หลับตาอยู่ มุมปากกระตุกเล็กน้อย
เย่เสียนที่กำลังขับรถ ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของลูกชาย
อวี่ฝานบ่นอุบในใจ “ในโลกนี้ไม่มีการมีอยู่แบบนั้นหรอก!”
เมื่อครู่ระบบบอกมาสี่ข้อ ขอแค่มีใครสักคนสามารถทำได้เพียงหนึ่งอย่าง ก็ถูกเรียกได้ว่าเป็นเซียนมีชีวิตแล้ว
ส่วนทำได้ทั้งหมด?
เหลวไหล!!!
ระบบ “ความรู้เป็นปัจจัยรากฐานแห่งปัญญามนุษย์ ขอเพียงโฮสต์เชี่ยวชาญความรู้เพียงพอ ก็สามารถเป็นอัจฉริยะรอบด้านได้!”
สิ้นเสียง ในสมองของอวี่ฝานก็ปรากฏหน้าเสมือนจริงหน้าหนึ่ง
【โฮสต์】 อวี่ฝาน
【ความรู้】 ขั้นที่หนึ่ง (30/100)
【ปัญญา】 ขั้นที่หนึ่ง (20/100)
【บู๊】 ขั้นที่หนึ่ง (10/100)
【แพทย์】 ขั้นที่หนึ่ง (0/100)
【แต้มบุญ】 0
【ค่าประสบการณ์】 0
เมื่อได้เห็นขั้นที่หนึ่งทั้งแถว ในใจอวี่ฝานมีม้าวิเศษนับหมื่นตัวพากันควบตะบึงผ่านไป
แม่เจ้า แม้แต่ขั้นสองสักขั้นก็ไม่มี?
ชิ! พืชชนิดหนึ่ง
บ่นไปงั้นแหละ อวี่ฝานก็มองเห็นจุดสนใจได้ในพริบตา ในใจถามทันทีว่า “ระบบ ค่าประสบการณ์อัปเกรดความสามารถพวกนี้ได้ใช่ไหม”
ระบบ “ไม่ผิด เป็นเช่นนั้น!”
อวี่ฝานถามต่อ “แล้วจะได้รับค่าประสบการณ์ยังไง”
ระบบ “มีด้วยกันสองวิธี”
“หนึ่ง โฮสต์เรียนรู้ความรู้ต่างๆ สามารถได้รับค่าประสบการณ์ ค่าประสบการณ์สามารถใช้อัปเกรดเลเวลความสามารถต่างๆ ได้ เลเวลสูงสุดคือสิบ”
“สอง วันที่หนึ่งของทุกเดือนระบบจะปล่อยภารกิจ เมื่อทำภารกิจสำเร็จสามารถได้รับรางวัลค่าประสบการณ์ จำนวนสุ่ม”
วันที่หนึ่งของทุกเดือน?
วันนี้เพิ่งวันที่ 18 ยังอีกเกือบครึ่งเดือน
อวี่ฝานจำต้องฝากความหวังไว้กับวิธีแรก ในใจถามต่อ “เรียนความรู้ต่างๆ ทำยังไงหรือ อธิบายให้ชัดหน่อย”
“อ่านหนังสือ”
การตอบกลับของระบบนั้น…ค่อนข้างชัดเจน
“……”
20 นาทีถัดมา รถจอดลงหน้าวิลล่าหลังหนึ่งที่เป็นหลังเดี่ยว
เย่เสียนเขย่าหัวไหล่อวี่ฝานเบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยน “เสี่ยวฝาน ถึงบ้านแล้ว ตื่นเถอะ”
“อือ~~”
อวี่ฝานขยี้ตา ทำเป็นเพิ่งตื่นนอน ลงรถยกกระเป๋า เดินตามแม่อยู่ด้านหลังเข้าไปในวิลล่า
หลังจากเข้าไปในบ้าน
ภาพในความทรงจำประสานเข้ากับความจริงอย่างสมบูรณ์แบบ อวี่ฝานในใจค่อนข้างตื้นตันใจ
ในชาติก่อน เขาเกลียดคนอย่างหลัวซ่านจากใจจริง จวบจนหลังจากที่แม่ล้มป่วยลง ตลอดหนึ่งปีกว่า หลัวซ่านคอยดูแลแม่อย่างถี่ถ้วนโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ในสายตาที่เผยออกมาในยามปกติคือความรักใคร่ที่เต็มเปี่ยม ล้วนเป็นสิ่งที่เสแสร้งไม่ได้เลย
ยามทุกข์ยากจึงเห็นน้ำใจแท้!
ตั้งแต่ตอนนั้น ในใจอวี่ฝานถึงนับว่ายอมรับหลัวซ่าน
สองคนเพิ่งเดินเข้าห้องนั่งเล่น ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากในครัว รูปร่างปานกลาง หน้าเหลี่ยม ดูเข้าทีอยู่บ้าง แต่ก็ดูขี้เหร่
“เสี่ยวฝานกลับมาด้วยหรือ”
ทันทีที่ได้เห็นอวี่ฝาน ความประหลาดใจที่แวบผ่านหน้าหลัวซ่านก็วาบขึ้นมา ต้อนรับขับสู้ด้วยความกระตือรือร้น “รีบไปล้างมือเร็ว มาชิมหมูสามชั้นตุ๋นที่ฉันทำเดี๋ยวนี้เลย”
“ขอบคุณครับคุณน้า” อวี่ฝานพยักหน้าน้อยๆ
ประโยคที่แสนธรรมดากลับทำให้คนวัย 40 กว่าสองคนอึ้งไป
“อ้อ อ้อ ……”
บนหน้าหลัวซ่านขึ้นสีเล็กน้อย สองมือดูจะวางไม่ถูกที่ทางเพราะตื่นเต้นเกินเหตุน้ำเสียงของเขาจึงค่อนข้างติดอ่าง “เด็กคนนี้ กับน้า…ยังจะเกรงใจอะไรอีก”
นับตั้งแต่ได้แต่งกับเย่เสียนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่อวี่ฝานเรียกเขาว่าคุณน้า
น้ำตาของเย่เสียนร่วงตามแนวแก้ม ในฝันนางก็ไม่เคยคิดเลยว่า ในชั่วชีวิตนี้จะได้สัมผัสถึงความอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งนี้
เมื่อเห็นแม่ร้องไห้ อวี่ฝานเพิ่งจะก้าวเข้าไปปลอบ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้า ก็มีคนชิงไปก่อน
หลัวซ่านลนลานหยิบกระดาษทิชชู่ออกมา เช็ดน้ำตาบนหน้าเย่เสียนอย่างทนุถนอม “อยู่ดีๆ จะร้องไห้ทำไม ไม่ร้องแล้วนะ ไม่ร้องแล้ว……”
น้ำเสียงเหมือนกำลังปลอบเด็ก
เย่เสียนหัวไหล่กระตุกเล็กน้อย สะอื้น “ฉัน…ฉันดีใจมากไปหน่อย”
อย่างที่นางว่า นี่คือน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ
ได้ยินดังนี้ อวี่ฝานรู้สึกละอายใจหนักกว่าเดิม ในใจด่าตัวเองอย่างเสียๆ หายๆ
ระหว่างกินข้าว
เย่เสียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้หลัวซ่านฟังแต่ต้นจนจบ
เมื่อหลัวซ่านได้ฟังว่าอวี่ฝานต้องการย้ายโรงเรียน กลับไม่ได้ถามว่าทำไม ถามตรงๆ ว่า “เสี่ยวฝาน เธออยากจะย้ายไปโรงเรียนไหน น้ามีเส้นสายอยู่บ้าง น่าจะช่วยฝากฝังได้”
อวี่ฝานวางชามตะเกียบลง “โรงเรียนเจิ้นหัว ในนครหลวงครับ”
เมื่อพูดถึง สี่คำว่า ‘โรงเรียนเจิ้นหัว’ บนหน้าของเขาก็เผยความอ่อนโยนที่ยากแกะรอยออกมาแวบหนึ่ง
หนิงซี ก็อยู่ที่นั่น
“อะไรนะ!”
เย่เสียนถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนทันใด หน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “เธอจะไปเรียนที่นครหลวงหรือ”
“ครับ”
อวี่ฝานพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “แม่ ไม่ต้องห้าม นี่คือการตัดสินใจหลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนของผม หวังว่าแม่จะเห็นด้วย”
ประโยคเดียว ก็ปิดปากเย่เสียนได้แล้ว นางมองลูกชายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในใจกลับล้มเลิกความคิดที่จะห้ามปราม
สำหรับนิสัยของอวี่ฝาน ป่านนี้นางผู้เป็นแม่ยังจะไม่รู้หรือ พูดคำไหนคำนั้น!
ยอมรับก็ยอมรับ แต่ว่าในใจเย่เสียนแสนจะไม่เป็นสุข นครหลวงมันไกลถึงเพียงนั้น นางเองก็จนใจจริงๆ
หลัวซ่านเข้าใจอารมณ์ของภรรยาในตอนนี้ ตบมือเย่เสียนเบาๆ ปลอบ “เสี่ยวฝานโตแล้ว เขามีความคิดของตัวเองได้ นี่เป็นเรื่องดีนะ”
“อีกอย่าง โรงเรียนเจิ้นหัวในประเทศถือว่าเป็นโรงเรียนมัธยมชั้นนำ ดีกว่าโรงเรียนตอนนี้ไม่รู้ตั้งเท่าไร”
“ขอบคุณน้ามากครับที่เข้าใจ”
“สมควรแล้ว เรื่องเล็กน้อย……”
เมื่อได้สัมผัสถึงสายตาที่ไม่พึงพอใจจากภรรยาแล้ว หลัวซ่านก็แหยๆ ยิ้ม รีบหุบปาก
อวี่ฝานที่กำลังก้มหน้ากินข้าว ในแววตาสะท้อนภาพเงาของสาวงามผู้หนึ่ง
หากความคิดถึงมีเสียง คงดังกึกก้องสะท้านฟ้า!