ดูเวลาแล้วก็ใกล้เที่ยงพอดี
ฉู่เซี่ยกำลังจะไปกินมื้อกลางวัน พอหันกลับมาก็เห็นหลิวฉี่หางยืนอยู่ข้างหลัง ทำเอาสะดุ้งโหยง
“หัวหน้า เดินยังไงไม่มีเสียงเลยเนี่ย! ตกใจหมด!”
หลิวฉี่หางมองฉู่เซี่ยยิ้ม ๆ “เสี่ยวเซี่ย เมื่อกี้บริษัทไหนมาชวนเธอไปทำงานล่ะ?”
“อ่า... เอ่อ... ฝ่ายบุคคลของติ่งซิงมั้งคะ!” ฉู่เซี่ยรู้สึกผิดจนใจคอไม่ดีนิดหน่อย
หลิวฉี่หางพยักหน้า ยิ้มพลางกำชับให้ฉู่เซี่ยพักผ่อนให้ดี จากนั้นก็เอามือไพล่หลังเดินกลับไปที่ห้องทำงาน
ฉู่เซี่ยมองแผ่นหลังที่ดูสงบนิ่งของหลิวฉี่หางแล้วอดทอดถอนใจไม่ได้
“โดนแย่งคนไปต่อหน้าต่อตายังนิ่งได้ขนาดนี้ สมกับเป็นหัวหน้าจริง ๆ! ช่างเป็นคนที่ไม่หวั่นไหวต่อคำเยินยอหรือคำดูหมิ่น นั่งชมดอกไม้บานร่วงหน้าลานเรือน ไม่สนใจว่าจะอยู่หรือไป ปล่อยให้เมฆลอยคล้อยเคลื่อนไปตามฟ้า...”
เฉินฉือที่ยืนอยู่ทางซ้ายขยิบตาให้เธอ “พอเธอพูดถึงการแย่งคน ฉันก็เดาได้แล้วว่าต้องเป็นติ่งซิง”
ฉู่เซี่ยสงสัย “พี่ฉือ ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?”
“ติ่งซิงขึ้นชื่อเรื่องกวาดคนไปทั่ววงการบันเทิง ก่อนหน้านี้บริษัทเรามีเด็กใหม่หลายคน เพิ่งเริ่มมีแววก็โดนทางนั้นดึงตัวไปแล้ว
“เมื่อก่อนบริษัทเรามีนักแต่งเพลงระดับแพลตินัมอยู่สองคน หนึ่งในนั้นก็โดนพวกเขาแย่งไป
“ตอนนักแต่งเพลงคนนั้นไป ยังพากำลังหลักในฝ่ายแต่งเพลงของเราไปอีกกลุ่ม ทำให้ฝ่ายแต่งเพลงที่มีคนไม่พออยู่แล้วแย่หนักกว่าเดิม
“นี่เป็นวิธีที่พวกนั้นใช้ประจำ เดือนที่แล้วเธอทำผลงานโดดเด่นขนาดนั้น ถ้าติ่งซิงไม่ติดต่อมาถึงจะแปลก!”
ฉู่เซี่ยกะพริบตาปริบ ๆ
“แต่ฉันว่าหัวหน้าหลิวดูนิ่งมากเลยนะ”
