“ฟิ้ว…”
ใต้พื้นดินลึกหลายพันจั้ง สำหรับผู้บำเพ็ญขั้นจื่อฝู่แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับบนพื้นดิน
จื่ออวิ๋นซูปลิวกระเด็นไปตลอดทาง กระอักโลหิตสีแดงสดออกมามากมาย แต่มือก็ยังคงจับเยี่ยนฉางเซิงไว้แน่น พลางปกป้องเขาไว้ในอ้อมกอด
ยามนี้เมื่อเผชิญผู้แข็งแกร่งมากมายรุมล้อม นางหาใช่คู่ต่อสู้เลย
โดยเฉพาะใต้พื้นดินนี้ กลิ่นอายปีศาจในพลังปราณปฐพีรอบข้าง ยิ่งกดทับนางหนักขึ้น
รวมกับพิษศพสกปรก และการกดดันของกระแสฟ้าดินอีก ทำให้นางสามารถใช้พลังบำเพ็ญได้ไม่ถึงหนึ่งหรือสองในสิบส่วน
“ตูมมม…”
ใต้พื้นดินระเบิดพลุ่งพล่าน ศพปีศาจขั้นจื่อฝู่กว่าสิบตนถาโถมเข้ามาพร้อมพลังพลิกภูผาสะท้านสมุทร พิษศพสกปรกกระจายคลุ้งครอบงำจื่ออวิ๋นซูไว้ไม่เสื่อมคลาย
เมื่อเห็นจื่ออวิ๋นซูตกเป็นรอง เกรงว่านางจะมีไม้ตายอะไร ผีดิบเหล่านี้ก็จะร่วมมือลงมือสังหารนางด้วยจังหวะดุจสายฟ้าฟาด
“หึ่งงง…”
ทันใดนั้น ใต้พื้นดินทั้งหมด พลังปราณปฐพีระยะหลายหมื่นลี้พลุ่งพล่าน กลิ่นอายปีศาจซัดสาด
รัศมีโลหิตสายหนึ่งพลุ่งพรายขึ้น ฉายขยายใหญ่ขึ้นโดยเร็ว ในพริบตาเปลี่ยนใต้พื้นดินทั้งหมดให้กลายเป็นสีโลหิต
ดวงตาของจื่ออวิ๋นซูค่อยๆ แดงก่ำ เหมือนมีจิตสำนึกและสติปัญญาที่ไม่ใช่นางกำลังค่อยๆ ตื่นขึ้น
ประกายดุดันวาบผ่านดวงตานาง มือยังคงกอดเยี่ยนฉางเซิงที่แปลงเป็นเยี่ยนฉุนซวี่ไว้แน่น ยามเผชิญผีดิบที่รุมเข้ามาสังหาร ราวกับตกลงใจอย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว
ยามนี้หากใครสามารถสังเกตเห็นโลกห้วงความคิดของนาง เห็นสภาวะในจื่อฝู่ได้ชัด ก็จะพบว่า ปฐมยุวเทพตนหนึ่งกำลังค่อยๆ ลืมตาขึ้น
พลังที่เข้มข้นกว่าระดับบำเพ็ญของจื่ออวิ๋นซูในยามนี้เป็นร้อยเท่า กำลังค่อยๆ ตื่นขึ้น
ในจังหวะที่ยุวเทพนั้นกำลังจะลืมตา จู่ๆ ก็เห็นสีโลหิตแผ่ซ่านเต็มตา ดวงตาสีโลหิตของจื่ออวิ๋นซูกลับคืนมาซึ่งประกายรู้แจ้งแจ่มใสอยู่บ้าง ก็เห็นร่างสีโลหิตหนึ่งไร้สุ้มไร้เสียงก้าวออกมา ยืนขวางอยู่ตรงหน้านางกับเยี่ยนฉางเซิง
ร่างสีโลหิต ห่มคลุมอาภรณ์โลหิต ปิดหน้าด้วยผ้าโลหิต มองไม่เห็นโฉมหน้า เห็นเพียงไอโลหิตห้อมล้อมรอบกาย ปราณชั่วร้ายปกคลุมทุกสรรพสิ่ง
