ทางเรือนทิศตะวันออกมีคนมา เสียงดังเอะอะทีเดียว พวกที่ไม่ได้ไปทำงานหรือไปโรงเรียนและอยู่บ้านในลานบ้าน มองเห็นกันโดยทั่ว
คนอื่น ๆ ก็แค่กระซิบกระซาบกันสองสามประโยค แล้วก็เลิกสนใจ
แต่เจียจางซื่อเมื่อได้ยินข่าวนี้ กลับเกิดความคิดขึ้นมา
บ้านสกุลเจียของพวกนางอาศัยอยู่ที่เรือนปีกตะวันตกของลานกลาง นับว่าเป็นห้องสองห้อง แต่ความจริงแล้วก็แค่กั้นห้องเดิมออกเป็นห้องเล็ก ๆ ไว้ใช้เป็นครัว
ที่จริงคนในครอบครัวใหญ่ถึงห้าชีวิต ล้วนแต่เบียดเสียดกันบนแคร่ผืนเดียว
เจียตงซวี่และฉินหวยหรูสองสามีภรรยา กับเจียจางซื่อผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ มีเพียงม่านผ้ากั้นกลาง
ยามค่ำคืนสองสามีภรรยาอยากจะทำอะไรเพิ่มรสชาติ ก็ได้แต่ให้ฉินหวยหรูกัดผ้าปูที่นอนแน่น
เรื่องนี้ ไม่ว่าเด็กทั้งสองจะไม่พอใจ แม้แต่เจียจางซื่อเองก็ไม่พอใจ
ทุกค่ำคืนฟังเสียงอันเก็บกดของลูกชายและลูกสะใภ้ นางผู้เป็นม่ายมานานปี ยังต้องแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แบบนี้จะนอนสบายได้อย่างไร!
ดังนั้น เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเคหะพาคนมา ความคิดของเจียจางซื่อก็พลุ่งพล่านขึ้น
สำหรับเรือนทิศตะวันออก เจียจางซื่อย่อมรู้ดี ข้างในนั้นมีห้องตั้งหลายห้อง อีกทั้งยังตกแต่งเรียบร้อยหมดแล้ว
นางคิดไว้หมดแล้ว ตัวเองก็ไม่เอามาก แค่ขอห้องหนึ่งให้ตัวเองได้อยู่ลำพังก็พอ
เพิ่งมาถึงหน้าประตูฟังอยู่ที่มุมกำแพงครู่หนึ่ง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกกะทันหัน โดยไม่ทันตั้งตัว เจียจางซื่อก็ล้มลงไปกินขี้หมา
ในลานบ้านนี้ที่เคยชินกับการวางอำนาจมานาน เจียจางซื่อจะเคยถูกเอาเปรียบเช่นนี้ที่ไหน?
อ้าปากก็ด่าเลย แล้วก็....ถูกสั่งสอนอย่างหนักหน่วง แล้วโยนทิ้งออกไป
"โอ๊ย...ฆ่ากันแล้ว!"
"ช่วยด้วย รีบมาคนเร็ว ฆ่ากันแล้ว......"
"........"
ต้องบอกว่า ไขมันเต็มตัวของเจียจางซื่อไม่ได้มีมาเปล่า ๆ ถึงแม้ฉินเฟิงจะผ่อนแรงแล้ว แต่แรงนั่นก็ไม่ใช่ที่คนทั่วไปจะทนได้
ผลคือเจียจางซื่อดีจริง โดนตีซะขนาดนี้ แต่เสียงโหยหวนก็ยังดังกระหึ่มมีพลังเต็มเปี่ยม
ใกล้เที่ยงวัน คนในลานบ้านกำลังทำอาหารอยู่ที่บ้าน พอได้ยินเสียงร้องโหยหวนก็พากันออกมาดู
ออกมาดูก็เห็นเจียจางซื่อหน้าบวมตาช้ำนอนเกลือกกลิ้งอาละวาดอยู่บนพื้น ทุกคนก็เกิดสนใจกันขึ้นมา
เฮ้ย ไอ้ยายแก่จอมเฮงซวยนี่ก็มีวันที่ถูกเอาเปรียบเหมือนกันรึ?
บ้านสกุลเจีย
ฉินหวยหรูเพิ่งให้นมเสี่ยวตังเสร็จ ได้ยินเสียงเอะอะข้างนอก ก็รีบวางเด็กลง เก็บถุงเสบียงอาหาร แล้วเดินออกมาอย่างรวดเร็ว
"แม่!"
"แม่ นี่เป็นอะไรไป?"
ฉินหวยหรูรีบเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปประคองเจียจางซื่อให้ลุกขึ้น
"ฉินหวยหรู เจ้าตายอยู่ที่ไหนมา ทำไมถึงเพิ่งมา?"
"ข้าถูกคนรังแกจะตายอยู่แล้ว โอ๊ย เจ็บ ๆ ๆ...."
เผชิญคำต่อว่าของเจียจางซื่อ ฉินหวยหรูไม่ได้กล่าวอะไรมาก หลายปีที่แต่งเข้าบ้านนี้ นางก็ชินเสียแล้ว
ฉินเฟิงเพิ่งลั่นกุญแจประตูพระจันทร์เสร็จ ก็หันหลังเดินออกไปข้างนอก
อารมณ์ดี ๆ ล้วนถูกยายแก่จอมเฮงซวยนี่ทำลายหมด ตอนนี้ฉินเฟิงรู้สึกเหมือนเหยียบขี้หมาเข้าให้อย่างนั้น
แต่ฉินเฟิงไม่อยากจะไปยุ่งกับอีกฝ่าย แต่เจียจางซื่อกลับไม่ยอม
อาศัยที่มีเพื่อนบ้านอยู่ทั่ว เจียจางซื่อก็ใจกล้าขึ้นมาอีก รีบพุ่งไปขวางหน้าฉินเฟิงคว้าตัวอีกฝ่ายไว้แล้วอ้าปากด่าเลยว่า:
"ไอ้สัตว์เล็ก กล้าดียังไงมาตีคน รีบใช้ค่าเสียหายมา ไม่งั้นอย่าหวังจะได้ไป!"
"ข้าบอกเจ้าไว้เลย เรื่องวันนี้เจ้าไม่ใช้ค่าเสียหายก็ได้ บ้านในเรือนทิศตะวันออกต้องให้ข้าหนึ่งหลัง ไม่งั้นข้าจะ....."
"ตุบ!"
ฉินเฟิงกลอกตามองบน แล้วก็ถีบเข้าที่ท้องน้อยของเจียจางซื่อโดยตรง
เพราะถูกรบกวนจนรำคาญ ฉินเฟิงจึงเพิ่มแรงเป็นพิเศษ ชั่วพริบตาก็ถีบจนเจียจางซื่อกุมท้องทรุดลงคุกเข่า
แม่งเอ๊ย ไอ้แก่สารรูปขี้เหร่ แต่ความคิดสวยหรูดีแท้
วินาทีต่อมา
กลิ่นเหม็นสาบคละคลุ้งโชยเข้าแตะจมูก ฉินเฟิงกลั้นใจปิดจมูกปิดปากอย่างรังเกียจ แล้วรีบเดินจากไป
บัดซบ ไอ้แก่นี่ฉี่แตกเสียแล้ว
เห็นฉินเฟิงจากไป คนในลานบ้านต่างก็ตะลึงงันกันหมด
กี่ปีมาแล้วนะ ที่ไม่ได้เห็นเจียจางซื่อไอ้แก่เฒ่านี่ถูกทำให้อับอายในลานบ้าน
นี่มันเป็นคนใจเด็ดตัวจริง!
ฉินหวยหรูมองเงาหลังของฉินเฟิงหายลับไป แล้วก็ก้มลงมองแม่สามีที่หดตัวขดเป็นก้อนกลมแล้ว ตะลึงในแววตาหายไป แทนที่ด้วยความสะใจแวบหนึ่ง ทว่าก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
"แม่ เป็นอะไรไป อย่ามาหลอกข้านะ!"
อีกด้านหนึ่ง
ออกจากซื่อเหอเยวี่ยน ฉินเฟิงก็มุ่งตรงไปที่ต้าจ๋าเยวี่ยน
ต้าจ๋าเยวี่ยนคือบ้านเช่าที่บิดามารดาฉินเฟิงเช่าอยู่ เจ้าของบ้านก็เป็นผู้พักอาศัยในลานบ้านนั่นแหละ
ชำระค่าเช่าทั้งหมดเรียบร้อย ฉินเฟิงก็พาน้องชายน้องสาวจากไป
ของใช้ในบ้านส่วนใหญ่ก็เก่าโทรมจนใช้ไม่ได้แล้ว ฉินเฟิงให้แต่น้องชายเก็บชุดเปลี่ยนมาสองชุด ที่เหลือยกให้เพื่อนบ้านที่ปกติคบหากันดีทั้งนั้น
ฉินหยางแม้จะอาลัยเสียดาย แต่ได้ฟังพี่ชายบอกว่าไปบ้านใหม่จะซื้อของใหม่ให้ ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
สองคนหิ้วห่อผ้ามุ่งไปทางร้านสหกรณ์ ฉินเฟิงซื้อจักรยานคันหนึ่งก่อน แล้วก็ซื้อของใช้ประจำวันเช่นแปรงสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า กะละมัง ผ้าห่มอยู่อีกพะเรอใหญ่ ทั้งยังซื้อลูกอมเอบีซีหนูมิกกี้เมาส์มาอีกถุงใหญ่ นี่ตั้งใจซื้อเผื่อน้องเล็กฉินเย่ว์โดยเฉพาะ
ส่วนเสื้อผ้า ฉินเฟิงคิดไว้ค่อยวันน้องสาวหยุดพักร้อน พาพวกเขาไปตัดเย็บวัดตัวสองชุดที่ร้านช่างตัดเสื้อ
ซื้อของเสร็จ ฉินเฟิงพาน้องชายไปที่ภัตตาคารของรัฐ สั่งกับข้าวสามอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่าง แล้วก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อยอีกมื้อ
มื้อหนึ่งหมดตังค์ไปหนึ่งกวา(เหมา)ห้าสิบเซิน ฉินหยางเสียดายจนตัวสั่น เงินเท่านี้พอเป็นค่าอาหารของเขากับน้องสาวได้ทั้งสัปดาห์เลย
ฉินเฟิงกับเรื่องนี้กลับไม่ใส่ใจ อยู่หน่วยทหารมาแปดปี โดยพื้นฐานแล้วแทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร
แปดปีมานี้ เงินสดที่เขามีอยู่อย่างเดียวก็ตั้งห้าพันกว่าหยวน
อีกประการหนึ่ง
ในสนามรบ ฉินเฟิงก็ไม่เคยพลาดที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ตนเอง
ไอ้พวกผีอเมริกันนี่รวยจริง!
ของดี ๆ ในกระเป๋ามันช่างมากมายเสียจริง
นาฬิกาข้อมืออย่างเดียว ฉินเฟิงก็มีอยู่สี่เรือนแล้ว เช่นคาสิโอ โอเมก้า ล้วนเป็นแบรนด์ดังทั้งนั้น
ยังมีพวกจี้ แหวนทอง ไฟแช็กของกระจุกกระจิกอีกไม่น้อย กระทั่งทองคำแท่งเล็กก็มีสองแท่ง
ก็แค่ว่าระบบตื่นตัวช้าไปหน่อย หากตอนออกรบฉินเฟิงมีมิติพกพาไปด้วย คาดว่าคงได้มามากกว่านี้
ก่อนกลับมา ผู้นำเก่าแก่ของตนยังอุตส่าห์หยิบตั๋วสำหรับซื้อของทั้งสามหมุนหนึ่งเสียง(จักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า และวิทยุ)มาให้ทั้งชุดหนึ่ง บวกกับตั๋วตั้งรกรากที่ต้วนกังและซ่งเฉียงหยิบให้ตน ก็พอใช้ได้สักพักใหญ่
กลับถึงซื่อเหอเยวี่ยน ฉินเฟิงพาฉินหยางเข้าลานบ้านตัวเอง ตอนปิดประตูเหลือบมองไปทางบ้านสกุลเจียทีหนึ่ง
สัญชาตญาณที่หกซึ่งฝึกปรือขึ้นมาจากการอยู่บนเส้นความเป็นความตายมาหลายปีบอกเขาว่า เจียจางซื่อยายแก่เฒ่าจอมเฮงซวยนั่นกำลังจ้องมองตนอยู่ แต่ก็ช่างเถอะ กล้ามาหาเรื่องตนก็ต้องชดใช้หนี้
ปิดประตูพระจันทร์ลง ฉินเฟิงพาน้องชายที่ตะลึงจนตาค้าง เข้าไปในเรือนหลัก
ฉินเฟิงคิดไว้หมดแล้ว เรือนหลักสามห้องย่อมต้องเป็นของตน
ปีกตะวันออกตะวันตกอย่างละสองห้อง น้องชายน้องสาวคนละสองห้อง
รู้ว่าตนเองจะได้อยู่ห้องปีกถึงสองห้อง ฉินหยางดีใจเสียยิ่งกว่าอะไร ทั้งคนเหมือนเพิ่งถูกฉีดยาเข้าเส้น ฉินเฟิงไม่ต้องกำชับอะไรเลย ก็ออกแรงทำความสะอาดอย่างบ้าคลั่ง
สองพี่น้องพากเพียรพยายามกันจนถึงราวสี่โมงครึ่งบ่าย เรือนทิศตะวันออกทั้งหลังก็นับว่าสะอาดเอี่ยมอ่องใหม่หมดจด ทั้งภายในภายนอกไม่มีละอองฝุ่น
เตียงนอน ผ้าห่ม ล้วนเป็นของใหม่หมด ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กะละมัง ผ้าเช็ดหน้า สามคนต่อคนละชุด
เห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว ฉินเฟิงจึงเอ่ยปากกับฉินหยางว่า:
"เจ้าสอง เจ้าขี่จักรยานเป็นไหม?"
"เป็น!" ฉินหยางพยักหน้า: "ข้าเคยหัดกับพวกพี่ ๆ ในลานบ้าน"
"ดีเช่นนั้น เจ้าไปโรงเรียนรับน้องเล็กมา"
"อ้อ!" ฉินหยางยิ้มจนเห็นไรฟัน ขึ้นขี่จักรยานแล้วก็พุ่งออกไปข้างนอก
ส่วนฉินเฟิงก็พักผ่อนอยู่ที่บ้านครู่หนึ่ง คิดจะเดี๋ยวไปที่ลานหลังบ้าน เรียกหลิวไห่จงทั้งครอบครัว ไปชุมนุมสังสรรค์กันให้ดี ๆ
ตนไม่อยู่บ้านมาหลายปีขนาดนี้ ต้องขอบคุณที่อีกฝ่ายคอยช่วยเหลือเจือจาน ถึงทำให้น้องชายน้องสาวสองคนนี้ไม่อดตาย ไม่ว่าด้วยเหตุผลหรือน้ำใจก็ต้องขอบคุณเขาให้ดี ๆ
"ปัง ๆ ๆ !"
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังครุ่นคิดเรื่องในใจ เสียงเคาะประตูพระจันทร์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
ฟังจากเสียงนี้ ดูไม่เหมือนน้องชายกลับมา
เดินเร็วมาถึงหน้าประตู ฉินเฟิงหดมือเปิดประตู
ก็เห็นชายวัยกลางคนใบหน้าสี่เหลี่ยมดูซื่อตรงน่าเชื่อถือผู้หนึ่ง พร้อมกับหนุ่มน้อยอายุยี่สิบห้าหกขวบ หน้าตาเต็มไปด้วยความมืดมนและดุดัน ยืนอยู่หน้าบ้านตน
ฉินเฟิงจำได้ตั้งแต่แรกเห็นแล้วว่าผู้มาเยือนคือใคร แต่ว่ายังคงจงใจถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า:
"พวกเจ้าเป็นไอ้ตัวดีที่ไหนกัน มาก๊อก ๆ ๆ ประตูบ้านข้าทำไม?"
"ไอ้สัตว์เล็ก ว่าไงนะ มึงเป็นคนตีแม่กูใช่ไหม?
กูจะกระทืบ....."
เจียตงซวี่หน้าแดงก่ำเตรียมจะลงมือ แต่เขาจะเร็วกว่าฉินเฟิงได้อย่างไร?
"ตุบ!"
แค่เท้าเดียว เจียตงซวี่ก็กระเด็นถอยหลังไปเลย กลิ้งไปตามพื้นหลายตลบ
"เจ้า...เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงตีคน?" อี้จงไห่เบิกตากว้าง ชี้หน้าฉินเฟิงด้วยสีหน้าสุดจะเชื่อ
"น่าขัน พวกเจ้าบุกมาถึงบ้านจะตีข้า ข้าจะโต้กลับไม่ได้เชียวรึ?"
"ข้าไม่ใช่พ่อของพวกเจ้าสักหน่อย จะต้องยกโทษให้ด้วยทำไม!"
"เจ้า!"
แค่ประโยคเดียว ก็อัดจนอี้จงไห่หน้าซีดแล้วซีดอีก