หลู่ชวนลุกขึ้นยืนแล้ว
รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่ที่หางตา ด้วยความคุ้นเคยจากการพบกันหลายครั้งก่อนหน้า คำว่า “ลาปา มาแล้วเหรอครับ” แทบจะหลุดออกจากปากอยู่แล้ว
แต่เมื่อสายตากวาดผ่านใบหน้าของจางอ้ายหัว
คำพูดนั้นก็ชะงักไปครึ่งจังหวะ
ไม่ใช่เพราะตั้งใจหยุด
แต่เป็นเพราะดวงตาจำได้ สมองจึงติดขัดไปก่อนหนึ่งจังหวะ
หลู่ชวนเคาะพนักเก้าอี้เบา ๆ หนึ่งครั้ง แทบไม่มีแรง ราวกับแค่ขยับมือเพื่อรักษาท่าทางให้มั่นคง
เขามองจางอ้ายหัวแวบหนึ่ง
เพียงแวบเดียว
ข้อมูลประวัติส่วนหนึ่งที่เขาเคยอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าในชาติก่อน พลันตรงกันขึ้นมาในหัว
จางอ้ายหัว
ตอนนี้เขายังไม่ได้ก้าวไปถึงจุดสูงสุดอย่างในเวลาต่อมา แม้ตำแหน่งปัจจุบันน่าจะยังเป็นอธิบดีกรม แต่เมื่ออยู่ในมื้ออาหารคืนนี้ น้ำหนักของเขาก็มากเกินไปอยู่สักหน่อย
รอยยิ้มตรงมุมปากของหลู่ชวนไม่ได้จางลง เพียงแต่เขายืนตัวตรงขึ้น
ฝางจื้อยวนเห็นภาพนั้นทั้งหมด แต่ในใจกลับตีความไปอีกทาง
คนหนุ่มก็ยังเป็นคนหนุ่ม
ต่อให้ปกตินิ่งแค่ไหน พอเจอคนที่แค่เห็นแวบแรกก็รู้ว่าไม่ธรรมดา ก็อดชะงักไปตามสัญชาตญาณไม่ได้
ไม่ใช่เรื่องแปลก
ฝางจื้อยวนเป็นคนเจนจัด เขารู้ดีที่สุดว่าจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้คนอื่นอย่างไร
เขาไม่หยุดเดิน พลางส่งคำทักทายไปพร้อมรอยยิ้ม
“เสี่ยวชวน สบายดีนะ”
คำทักทายนั้นทั้งคุ้นเคยและหนักแน่น
ช่วยกลบจังหวะชะงักหน้าประตูเมื่อครู่ไปอย่างนุ่มนวล
หลู่ชวนรับคำตามน้ำ
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย
“ลาปาครับ”
“เชิญทั้งสองท่านนั่งครับ”
เขาไม่ได้พาไปทางโต๊ะอาหาร
แต่พาไปยังมุมนั่งเล่นที่มีโซฟาอยู่ด้านหนึ่งของห้องส่วนตัวก่อน
แววชื่นชมจาง ๆ วาบผ่านดวงตาของฝางจื้อยวน
เด็กคนนี้ทำอะไรเป็นขั้นเป็นตอนจริง ๆ
รู้ว่าการพบปะแบบนี้ อาหารไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
บทสนทนาสองสามประโยคก่อนทุกคนจะนั่งลงต่างหาก คือฉากสำคัญ
ทุกคนแยกย้ายนั่งลง
ฝางจื้อยวนนั่งสบายที่สุด เขาวางมือบนที่วางแขนของโซฟา ดูคล้ายเจ้าภาพ และคล้ายคนกลางที่คอยเชื่อมสัมพันธ์
