“คุณเป็นเจ้าของที่นี่ใช่ไหม?”
หลังจางอ้ายหัวเอ่ยประโยคนี้จบ
ลู่เตอเช่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซึ่งเดิมยังมีรอยยิ้มแบบมืออาชีพแต้มอยู่พลันหยุดนิ่ง
เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง
จากนั้นก็รีบก้มตัวลง ท่าทีอ่อนน้อมลงทันตาเห็น
“ใช่ครับ ผมเอง”
ลู่เตอเช่ยิ้มแฉ่ง แต่รอยยิ้มคราวนี้ระมัดระวังกว่าตอนแนะนำอาหารเมื่อครู่มาก
“ชิงลู่เอี้ยนเป็นร้านที่ผมเปิดเอง แล้วก็ลงมือทำอาหารเองด้วยครับ”
พูดจบ มือเขาก็เผลอถูข้างชุดเชฟของตัวเอง
นี่ไม่ใช่เพราะขี้ขลาด
แต่คนตรงหน้ามีน้ำหนักมากเกินไป
หนักจนคนเจนโลกอย่างเขา ซึ่งปกติช่างพูด พบเจอผู้คนและผ่านเรื่องราวมามากมาย ยังไม่กล้าพูดจาหลอกลวงส่งเดช
ลู่เตอเช่าไม่กล้ามองสีหน้าจางอ้ายหัวมากนัก
เพราะเดาไม่ออก
คำพูดเมื่อครู่กำลังชมเขาอยู่
หรืออีกฝ่ายกินแล้วจับได้ว่าอาหารจานไหนมีปัญหา
เขาจึงขยับเข้าไปใกล้อีกครึ่งก้าว แล้วลดเสียงลงกว่าเดิม
“ถ้ามีจานไหนไม่ถูกปาก บอกผมได้เลยครับ”
“ผมจะกลับไปทำใหม่ในครัวทันที”
จางอ้ายหัวถือถ้วยชาไว้ ไม่ได้รีบตอบ
เขาก้มหน้าลงก่อน คีบเนื้อกวางฟางขึ้นมากินอีกคำ
เคี้ยวช้า ๆ
ราวกับกำลังยืนยันอะไรบางอย่าง
เมื่อกลืนลงไปแล้ว เขาถึงเงยหน้ามองลู่เตอเช่า
“รสชาติไม่มีปัญหา”
“ไม่ใช่แค่ไม่มีปัญหา แต่ทำได้ค่อนข้างต้นตำรับเลย”
ลู่เตอเช่าที่กลั้นหายใจอยู่พลันผ่อนคลายลงไปมาก
แต่ยังไม่ทันได้โล่งอกเต็มที่
ประโยคถัดมาของจางอ้ายหัวก็ตามมา
“รสชาตินี้มีความละม้ายคล้ายคลึงกับอาหารที่หลินเม่าซง ยอดเชฟงานเลี้ยงแห่งชาติจากจิงเฉิงทำอยู่”
คำพูดนั้นตกกระทบหูลู่เตอเช่า ราวกับมีใครใช้เข็มแทงทะลุเข้าไปเปิดเผยความลับที่ซ่อนลึกที่สุดในใจเขา
ดวงตาของลู่เตอเช่าเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
