บทที่ 2 เปลี่ยนชะตา
มือเย็นเฉียบถูกเขากุมเอาไว้ เท้าถูกเขาหนีบไว้ การกระทำคล่องแคล่วเสียจนไม่น่าเชื่อ
อบอุ่นมาก
ต้วนเยี่ยนตบหลังเธอเบาๆ น้ำเสียงง่วงจนฟังดูเหมือนจะหลับอยู่แล้ว
“รีบนอนเถอะ”
หรงจี้เฉียวชะงักไปครู่หนึ่ง สมองที่พร่ามัวตลอดเวลา ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่าได้เกิดใหม่จริงๆ
ที่จริงแล้วเธอชื่นชอบความฟุ่มเฟือย ไม่ยินยอมที่จะถูกต้วนเยี่ยนทิ้งแบบนี้
เธออิจฉาภรรยาของต้วนเยี่ยน เสียใจที่หลอกเขาในตอนนั้น ถึงได้เข้าไปพัวพันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ยอมรับว่าความหวังเดียวที่จะร่ำรวยของตัวเองพังลงเพราะน้ำมือตัวเอง
ในโลกนี้มีคนเลวมากมายที่ใช้ชีวิตอย่างสบาย
เธอมันน่ารังเกียจกว่าพวกคนรวยที่รังแกชาวบ้านหรือยังไง หรือว่ามันเลวร้ายยิ่งกว่าฆาตกรเสียอีก
ทำไมคนที่สมควรตายถึงเป็นเธอ
ห้องเช่าร่วมกันเก็บเสียงได้แย่จนเหลือเชื่อ เสียงดูคลิปสั้นของห้องข้างๆ ดังชัดแจ๋ว
กระทั่งแสงเย็นหม่นส่องลอดหน้าต่างเข้ามา เธอถึงได้ปรือตาหลับลงอย่างเลือนราง
สะดุ้งตื่นขึ้นมา ตะวันก็สายโด่แล้ว
ที่นอนของต้วนเยี่ยนว่างเปล่า ผ้าปูเตียงถูกปูไว้เรียบกริบ ราวกับไม่มีใครนอน
บนโต๊ะหัวเตียงมีกระดาษยับยู่ยี่ที่เขียนด้วยลายมือเฉียบขาดหนักแน่นทับไว้:
“ในตู้เย็นมีข้าว อย่าลืมกินนะ กลางคืนมีงานที่ไซต์ก่อสร้าง ไม่ต้องรอ”
หรงจี้เฉียวจะไปมีกะจิตกะใจกินข้าวได้ยังไง
เธอเกิดใหม่จริงๆ งั้นเหรอ
นั่นก็หมายความว่าเธอยังมีโอกาสเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิตหรือเปล่า
ถึงแม้ต่อไปจะคว้าต้วนเยี่ยนไว้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรทำให้เขาโกรธอีก
หลังจากที่ต้วนเยี่ยนกลับไปตระกูลต้วนในปีนั้น ต่อให้เป็นเพื่อนร่วมงานในไซต์ก่อสร้างที่เคยแบ่งข้าวให้เขาสักสองสามมื้อ ก็พลอยได้ดีกันไปหมด
แต่คำโกหกที่เธอพูดไว้ตอนนั้น อย่างไรก็ต้องปิดไม่อยู่แน่
หรงจี้เฉียวรู้ดีมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนยังไง
เธอทั้งขี้ขลาด ไม่ฉลาด แถมยังโลภมาก
ชาติกำเนิดก็ไม่ดี ลำบากกว่าจะเกาะเศรษฐีได้สักคน จะให้ยอมกลับไปเป็นคนธรรมดาสามัญอีกได้ยังไง
แต่เธอก็รู้ดี ว่าการเกิดใหม่ไม่ใช่การเปลี่ยนสมอง
เธอไม่ได้กลายเป็นคนฉลาดขึ้นมาในทันที
ชาติก่อน พอต้วนเยี่ยนกลับไปตระกูลต้วน รู้ว่าทุกอย่างที่หรงจี้เฉียวทำล้วนเป็นการหลอกลวง เขาก็ไม่ได้ทำอะไรเธอ แถมยังให้เงินก้อนใหญ่ ให้เธอจากไป
เป็นตัวเธอเองที่ไม่รู้จักพอ
...อย่างนั้นในชาตินี้ ถ้าเริ่มจากตอนนี้เลย ลองดีกับต้วนเยี่ยนดูบ้างล่ะ
น่าจะได้เงินมากกว่าเดิมใช่ไหมนะ
พอได้เงินแล้วก็เผ่นเลย
ลองนับวันดู ต้วนเยี่ยนน่าจะอีกครึ่งปี คนตระกูลต้วนถึงจะมาเจอเขา น่าจะยังมีเวลาเอาใจต้วนเยี่ยนอยู่ใช่ไหม
หรงจี้เฉียวกัดมุมปากเบาๆ ตั้งปณิธานเด็ดเดี่ยว
พลิกตัวลงเตียง เริ่มออกค้นหาครั้งใหญ่ในห้องแคบๆ
ตู้เสื้อผ้าอัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้า กระโปรงเลื่อมระยับ รองเท้าส้นสูงเสียดฟ้า
เธอพยายามนึกตามความทรงจำ ล้วงเอาบัตรเครดิตปึกหนึ่งออกมาจากถุงกันฝุ่นที่พิมพ์โลโก้แบรนด์หรู
หรงจี้เฉียวตรวจดูทีละใบ
ใบแรก เลยกำหนดชำระ
ใบที่สอง วงเงินเหลือศูนย์
โมบายแบงก์กิ้ง ตัวเลข “0.00” อันน่าอนาถนั่นช่างเยาะเย้ยความไร้เดียงสาของเธอจริงๆ
นอกจากพวกนี้ ที่เหลือก็เป็นสินค้าก๊อบปี้ทั้งตู้
พวกที่เรียกกันว่าแอร์เมส ชาแนล หนังก็แข็งกระด้างมือ พวกอะไหล่โลหะก็ฉายแสงแวววาวแบบถูกๆ
หรงจี้เฉียวปิดหน้ามืออย่างสิ้นหวัง
ไม่ใช่แค่จน แต่เป็นหนี้ท่วมหัว
กำลังกลุ้มอยู่ ประตูกระทุ้งเสียงดังสนั่น
ปัง ปัง ปัง!
“เปิดประตู! อย่าหลบอยู่ข้างในแล้วทำเงียบ!”
เป็นเสียงของพี่เจ้าของห้อง
หรงจี้เฉียวสูดลมหายใจแรงๆ ฝืนใจทำหน้ากล้าเปิดประตู
พี่เจ้าของห้องยืนพิงขอบประตู ในมือถือพวงกุญแจพวงใหญ่
“ค่าเช่า! ค้างมาสองเดือนแล้วนะ!”
หรงจี้เฉียวฉีกยิ้มกว้าง “พี่คะ คือว่าพอจะ...”
“อย่ามาตีสนิท!” พี่เจ้าของห้องตะโกนเสียงดัง “ห้องเช่าเดือนละแปดพันนี่นา ไม่ใช่ให้แกพวกต่างถิ่นมาอยู่ฟรีๆ ทั้งหลายนะ ค่าเช่าก็ค้างมาตั้งสี่เดือนแล้ว ถ้าวันนี้ยังไม่มีเงินก็เก็บผ้าหอบเสื่อไสหัวไปซะ!”
แปดพันต่อเดือนเนี่ยนะ
แถมค้างอีกสี่เดือน
หรงจี้เฉียวเกือบวายใจตาย
เงินค่าเช่าที่ต้วนเยี่ยนหามาด้วยการแบกอิฐหามปูนอย่างยากลำบาก เหมือนจะถูกเธอเอาไปซื้อของก๊อบปี้ขยะที่มาจากอี้อู และไปไซต์งานหรูๆ เพื่อจับเศรษฐีนั่นเอง
“พี่ ขอสักวัน แค่วันเดียวได้มั้ยคะ”
หรงจี้เฉียวลดท่าทีลง น้ำเสียงเกือบจะอ้อนวอน
น้ำลายของพี่เจ้าของห้องแทบกระเด็นใส่หน้าเธอ
“วันสุดท้ายนะ! พรุ่งนี้ฉันมาใหม่ ถ้าไม่มีเงินก็เปลี่ยนกุญแจเลยล่ะ!”
มองแผ่นหลังของพี่เจ้าของห้องที่เดินด่าปอดๆ หายไป หรงจี้เฉียวทรุดพิงวงกบประตูอย่างหมดแรง
สวรรค์เอ๋ย
ฉันจะไม่เรียกท่านว่าสวรรค์อีกต่อไปแล้ว
เพราะท่านไม่เคยนับฉันเป็นหลานเลยสักนิด
เธอพุ่งกลับเข้าห้อง เก็บกระเป๋าแบรนด์ก๊อบปี้ที่พอดูได้กับพวกเครื่องประดับจอมปลอมใส่ถุงรวมกันรวบๆ
บ่ายสามโมง ที่ตลาดรับซื้อของมือสอง
เจ้าของร้านหยิบๆ จับๆ กองกระเป๋านั่นอย่างรังเกียจ “งานปลอมเกินไป ให้ห้าร้อยนี่ยังมากไปเลย”
หรงจี้เฉียวกัดฟัน “หนึ่งพัน! ไม่ขายฉันจะไปร้านอื่น”
ต่อรองกันพักใหญ่ สุดท้ายของทั้งหมดขายได้แค่สามพัน
ใครจะรู้ว่าในกองของปลอมนั่นยังมีของแท้ของชาแนลอยู่ชิ้นหนึ่ง หรงจี้เฉียวเองก็จำไม่ได้แล้วว่ามายังไง
กะประมาณว่าเศรษฐีบางคนคงให้มา
เจ้าของร้านรับไปสามหมื่น
เธอไม่กล้าชักช้า พอได้เงินก็โอนให้พี่เจ้าของห้องทันที
พลางส่งวีแชตข้อความหนึ่ง 【พี่คะ ค่าเช่าโอนให้แล้วนะคะ เราจะย้ายออกสิ้นเดือนนี้เลย ไม่ต่อแล้วค่ะ】
ที่ซวยๆ แบบนี้ เธออยู่ต่ออีกสักวันก็ทนไม่ไหว
เวลานี้ ต้วนเยี่ยนกำลังเดินผ่านใต้ตึก
เขาเพิ่งไปรับชุดทำงานใหม่จากรปภ.ฝ่ายอาคาร จะถือโอกาสแวะกลับบ้านไปวาง ก่อนจะรีบไปเข้ากะกลางคืนที่ไซต์ก่อสร้าง
ในทางเดินของตึกอพาร์ตเมนต์ เถ้าแก่หวังที่อยู่ห้องติดกันกำลังนั่งยองๆ ดูดบุหรี่
เถ้าแก่หวังเป็นคนปากสว่าง พอเห็นต้วนเยี่ยนกลับมาก็รีบเข้าไปใกล้
“เสี่ยวต้วนเอ๊ย แฟนแกก่อเรื่องอีกแล้วเหรอ”
ต้วนเยี่ยนหยุดฝีเท้า ขมวดคิ้วน้อยๆ “มีอะไรเหรอ”
เถ้าแก่หวังทำเสียงจิ๊จ๊ะ ในตาแฝงความเห็นใจ “ตอนกลางวันพี่เจ้าของห้องมาดังลั่นหน้าห้อง บอกว่าพวกแกค้างค่าเช่าสี่เดือน ฉันเห็นแกทำงานปางตายทุกวัน เงินหายไปไหนหมด”
ค้างค่าเช่าสี่เดือนงั้นเหรอ
มือที่ถือถุงของต้วนเยี่ยนกำแน่นในทันที
ทุกเดือนเขาโอนเงินให้หรงจี้เฉียวตรงเวลา
เธอปากคอเราะร้าย บอกว่าค่าเช่าจ่ายแล้ว ที่เหลือเป็นค่ากินอยู่
ค่าแรงในเมืองหลวงสูงก็จริง
เขาเป็น รปภ. ก็ได้เดือนละห้าพันห้า เลิกงานแล้วไปส่งอาหารข้างนอกอีกแปดชั่วโมงก็ได้อีกห้าพัน แล้วก็รับงานชั่วคราวอีกนิด ทุกเดือนรวมๆ ก็ได้หนึ่งหมื่นสองหนึ่งหมื่นสาม
นอกจากเก็บไว้เป็นเงินจิปาถะแค่ไม่กี่ร้อยแล้ว ที่เหลือโอนให้หรงจี้เฉียวทั้งหมด
ตอนแรกหรงจี้เฉียวเป็นคนดึงดันจะมาเมืองหลวง บอกว่าเมืองเล็กไม่มีอนาคต
แล้วก็เป็นเธออีกที่ยืนกรานจะเช่าอยู่ในห้องของโครงการเป็นพันๆ ว่า สภาพแวดล้อมดี ทำเลดี หางานก็สะดวก
เขายอมตามใจเธอทุกอย่าง
เพราะเขาเป็นหนี้เธอ
เธอไม่ทำงาน แต่งหน้าทาปากให้ดูดีออกจากบ้านทั้งวัน ดึกดื่นถึงกลับมาโชยกลิ่นน้ำหอมทั้งตัว เขาไม่เคยถามมากความสักคำ
เขาคิดแค่ว่า เธอแค่ชอบเที่ยว ชอบสวย เด็กผู้หญิงนะ ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ตัวเขาเองลำบากหน่อยก็พอแล้ว
...
หรงจี้เฉียวหิ้วกล่องข้าวที่ซื้อกลับบ้าน ฮัมเพลงที่ไม่ค่อยเป็นทำนอง ใช้กุญแจไขเปิดประตู
ดูท่าเธอจะอารมณ์ดีทีเดียว พอเข้าประตูก็ยกมือเปิดสวิตช์ตามปกติ
แสงไฟที่สว่างจ้าขึ้นมาฉับพลันเสียดแทงจนทั้งคู่ต้องหรี่ตาลง
ประสานสายตากัน
สีหน้าที่สบายๆ ผ่อนคลายของหรงจี้เฉียวแข็งค้างในทันที ราวกับถูกใครกดปุ่มพักไว้
เธอสะดุ้งตกใจ กล่องข้าวในมือแทบหลุดมือกระเด็น
“คุณ... คุณกลับมาได้ยังไง บอกว่า... คืนนี้ต้องทำงานล่วงเวลาไม่ใช่เหรอ”
ต้วนเยี่ยนนั่งอยู่ในโซฟา ร่างสูงใหญ่จมอยู่ในเงามืด เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่ง สว่างวาบน่าขนลุกภายใต้แสงไฟ
เขาไม่ได้ตอบคำถามของเธอ เพียงแต่ใช้ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น จ้องมองเธอไม่วางตา
หรงจี้เฉียวถูกเขามองจนหนังศีรษะชา
วันนี้บนใบหน้าเธอไร้เครื่องสำอางค์ ดูสะอาดหมดจดราวกับกระดาษขาวแผ่นหนึ่ง
บนตัวสวมเสื้อคลุมตัวโตหลวมโคร่ง ปกปิดเรือนร่างที่โค้งมนสัดสัดจนมิดชิด
ท่าทางเช่นนี้ กับหรงจี้เฉียวที่เมื่อก่อนใส่รองเท้าส้นสูงสิบเซนติเมตรสวมชุดเดรสรัดรูปออกจากบ้านทุกวัน ช่างเป็นคนละคนกัน
สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้าเธอแค่ไม่กี่วินาที แล้วก็ค่อยๆ เอ่ยปาก
“ไปไหนมา”