หวังกุ้ยผิงไม่สนใจฉู่เฟยที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอกวักมือเรียกเด็กสาวที่ยืนตะลึงงัน
“เนี่ยนเนี่ยน รีบมานี่สิ นี่พ่อของหนู! เขากลับมาแล้ว!”
“พ่อ?”
ฉู่เนี่ยนกวาดตามองใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์เกินวัยของฉู่เฟย ก่อนจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ
“คุณย่า อย่าล้อเล่นแบบนี้สิคะ พ่อหนูตายไปนานแล้ว เขาจะเป็นพ่อหนูได้ยังไง!”
“เขาเป็นพ่อหนูจริง ๆ นะ!”
“คุณย่าเลอะเลือนไปแล้ว หนูไม่มีพ่อ แล้วก็ไม่มีทางมี ‘พ่อ’ ที่อายุไล่เลี่ยกับหนูแบบนี้หรอก เขาแค่หน้าตาคล้ายเท่านั้น ต้องเป็นพวกต้มตุ๋นแน่ ๆ!”
ไม่ต้องพูดถึงว่าสองย่าหลานจะโต้เถียงกันอย่างไร ตอนนี้สมองของฉู่เฟยกำลังสับสนวุ่นวายไปหมด
ตอนที่เขาหายตัวไป เขาอายุเท่าไรกันเชียว อย่าว่าแต่ลูกเลย แม้แต่ภรรยาก็ยังไม่มี
เขายังจำได้ว่าตัวเองหายตัวไปหลังกลับจากปิดเทอมฤดูร้อนตอนเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง แล้วก็เป็นวันที่สามหลังงานเลี้ยงรุ่น
เดี๋ยวก่อน งานเลี้ยงรุ่น...
หรือว่าเป็น...
ฉู่เฟยมองฉู่เนี่ยนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เขามองเห็นเค้าของเด็กสาวคนนั้นจากหว่างคิ้วและดวงตาของเธอได้อย่างง่ายดาย
หรือว่านักเรียนมัธยมปลายที่เย็นชาเหมือนภูเขาน้ำแข็งตรงหน้า จะเป็นลูกสาวของเขาจริง ๆ?!
ฉู่เนี่ยนสะดุ้งกับสายตาของฉู่เฟย ก่อนจะจ้องชายหนุ่มตรงหน้าอย่างระแวดระวัง
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าปู่กับย่า เธอก็ไม่สะดวกจะหักหน้ากันตรง ๆ
เธอพยายามอธิบายกับคุณย่า เพื่อให้ท่านรู้ว่าชายคนนี้เป็นพวกต้มตุ๋น
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศในบ้านพลันประหลาดจนถึงขีดสุด
จังหวะที่ฉู่เฟยกำลังจะเอ่ยปาก
“ปัง!”
เสียงดังสนั่น ประตูเหล็กกันขโมยบานเก่าคร่ำคร่าถูกคนเตะเปิดจากด้านนอกอย่างแรง จนกระแทกเข้ากับผนัง!
จากนั้น ชายฉกรรจ์หลายคนที่สักลายมังกรและเสือเต็มตัว ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อหยาบกร้านก็กรูกันเข้ามา
“ตาแก่ฉู่ ครบสามวันแล้ว!”
ชายหัวโล้นที่เป็นหัวหน้าเดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ไม้เบสบอลในมือเคาะพื้นเก่าคร่ำคร่าเป็นจังหวะ หมากฝรั่งในปากถูกเคี้ยวจนดังแจ็บ ๆ
“วันนี้ถ้ายังไม่เซ็นสัญญารื้อถอน พรุ่งนี้รถขุดจะเข้ามาถึงที่นี่แล้ว!”
“อย่าหาว่าพี่เฮยไม่เตือนพวกแกก็แล้วกัน! ถึงตอนนั้นจะฝังทั้งคนทั้งข้าวของไปพร้อมกันเลย!”
พูดจบ พี่เฮยก็ตบสัญญารื้อถอนที่เปื้อนคราบน้ำมันอะไรสักอย่างลงบนตู้รองเท้าอย่างแรง จนกระถางต้นกระบองเพชรที่วางอยู่บนนั้นแทบจะร่วงลงมา
เขาหรี่ตามองไปรอบห้อง สายตาหยุดอยู่บนฉู่เฟยซึ่งเป็นคนแปลกหน้าไม่ถึงหนึ่งวินาที
แล้วก็เบือนหน้าหนีอย่างดูแคลน ก่อนจะจับจ้องฉู่เนี่ยนอย่างไม่วางตา
“โอ้ หลานสาวคนสวยเลิกเรียนพิเศษตอนเย็นแล้วหรือ? หน้าตานี่ช่างยิ่งโตยิ่งงามจริง ๆ”
พี่เฮยเลียริมฝีปากหนา เผยรอยยิ้มหื่นกระหาย
“ถ้าพวกแกคิดว่าค่าชดเชยน้อยเกินไป ไม่ยอมเซ็นสัญญารื้อถอนจริง ๆ ก็ใช่ว่าจะคุยกันไม่ได้ ให้หลานสาวคนสวยไปดื่มเหล้าเป็นเพื่อนคุณชายจ้าวสักหน่อย วันนี้พวกแกยังไม่ต้องเซ็นก็ได้”
“ถ้าทำตัวดีจนคุณชายจ้าวพอใจ หึ ๆ ชีวิตดี ๆ ของพวกแกอาจจะมาถึงก็ได้นะ”
“ฝันไปเถอะ!”
ฉู่เนี่ยนพุ่งไปขวางหน้าฉู่กั๋วเฉียงกับหวังกุ้ยผิงทันที ราวกับลูกเสือตัวน้อยที่ปกป้องครอบครัว
“เงินชดเชยแค่นั้นที่ตระกูลจ้าวให้มา ตอนนี้ซื้อห้องน้ำสักห้องยังไม่พอเลย! นี่มันปล้นกันชัด ๆ! ถ้าพวกแกยังไม่ไป ฉันจะแจ้งตำรวจแล้วก็ฟ้องพวกแก!”
“แจ้งตำรวจเหรอ? ฮ่า ๆ ๆ! ลองแจ้งดูสิ ในเมืองชิงเฉิงนี่ ตระกูลจ้าวที่อยู่เบื้องหลังพวกเรานี่แหละคือกฎ!”
พี่เฮยหัวเราะเยาะ พลางยกไม้เบสบอลขึ้น ทำท่าจะใช้มันเชยคางฉู่เนี่ยน
“ไม่กินดี ๆ กลับอยากกินไม้แข็ง ยัยเด็กนี่ใจกล้าไม่เบา วันนี้พี่ชายจะสอนให้รู้เองว่าอะไรเรียกว่ากฎ...”
ฉู่เนี่ยนหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ รีบถอยหลบไปหนึ่งก้าว ทำให้พวกอันธพาลหลายคนหัวเราะลั่น
เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของฉู่เนี่ยน พี่เฮยก็ยิ่งได้ใจ
เขาขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว “จะหลบไปไหน? นี่เป็นกำหนดเส้นตายแล้ว ฉันอยากเห็นนักว่าวันนี้แกจะหนีไปไหนได้อีก!”
จังหวะที่ไม้เบสบอลของพี่เฮยกำลังจะสัมผัสฉู่เนี่ยน มือดำคล้ำข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านข้างอย่างฉับพลัน หนีบข้อมือของพี่เฮยไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
ไม่รู้ว่าฉู่เฟยมายืนข้างฉู่เนี่ยนตั้งแต่เมื่อไร เขาจ้องพี่เฮยด้วยแววตาเย็นชา
“พวกเจ้ามดปลวก กล้าดูหมิ่นครอบครัวข้าเชียวหรือ?”
พวกอันธพาลจ้องเขาตาค้างอยู่สามวินาที ก่อนจะหัวเราะท้องคัดท้องแข็งขึ้นมา
“ฮ่า ๆ ๆ... ไอ้นี่พูดอะไรของมันวะ อ่านหนังสือจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง!”
“รู้แล้ว นี่เรียกว่าภาษาจีนโบราณ เดี๋ยวนี้เป็นขอทานยังต้องมีความรู้ด้วยเหรอ?”
“โคตรเก่งเลยว่ะ ดูเสื้อผ้ามันสิ แค่โชว์ฝีมือเด็ด ๆ แบบนี้ เวลาออกไปขอทานคงได้เงินเพิ่มอีกบาทแน่!”
“ใช่ ๆ ขำจะตาย! เรียนหนังสือไปทำไม เรียนเก่งแค่ไหนก็ยังเป็นขอทานอยู่ดี!”
คนพวกนั้นหัวเราะพลางเยาะเย้ย แต่ไม่มีใครสังเกตว่าใบหน้าของพี่เฮยแดงก่ำราวกับตับหมูไปแล้ว
เขารู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อมือจนแทบทนไม่ไหว แต่กลับไม่กล้าส่งเสียงออกมาสักแอะ
ไม่อย่างนั้นถ้าในฐานะหัวหน้าถูกขอทานจัดการเสียได้ ต่อให้เสียหน้าเป็นเรื่องเล็ก แต่หลังจากนี้ลูกน้องคนไหนจะยังยอมติดตามเขาอีก
แต่คิดก็ส่วนคิด ความเจ็บก็อีกเรื่องหนึ่ง
“อ๊าก! เจ็บ ๆ ๆ... ปล่อย! รีบปล่อยสิวะ! แกเป็นใครมาจากแก๊งไหน? ไอ้ขอทานสกปรก! กล้ามายุ่งเรื่องของตระกูลจ้าว ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง!”
พี่เฮยร้องโหยหวน พลางตะโกนใส่ลูกน้องที่ยืนตะลึงอยู่ด้านหลัง
“ยืนเอ๋ออะไรกันวะ รุมมันเลย! ฆ่าไอ้ขอทานนี่ซะ! ถ้ามีเรื่องอะไรขึ้นมา ฉันรับผิดชอบเอง!”
ตอนนั้นเอง พวกอันธพาลหลายคนจึงรู้ตัวว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล พวกเขาถือท่อเหล็กแล้วด่าทอพลางพุ่งเข้าใส่ฉู่เฟยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม
ฉู่เฟยไม่แม้แต่จะกะพริบตา มือขวาที่ยึดข้อมือพี่เฮยไว้พลิกออกไปเบา ๆ
“กร๊อบ!”
เสียงกระดูกแตกชวนขนลุกดังชัดเจนไปทั่วห้องรับแขกแคบ ๆ
“อ๊าก! มือฉัน!”
พี่เฮยส่งเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด จากนั้นมือขวาทั้งข้างก็ห้อยลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม้เบสบอลหล่นกระทบพื้นดังเคร้ง
ในพริบตา ฉู่เฟยยกขาขวาขึ้น
“ปึง! ปึง!”
เสียงทึบสองครั้งดังขึ้นแทบพร้อมกัน ชายฉกรรจ์สองคนที่พุ่งเข้ามาเป็นกลุ่มแรกยังไม่ทันแตะชายเสื้อของฉู่เฟย ก็ถูกเตะกระเด็นออกไปพร้อมกัน ราวกับถูกรถบรรทุกหนักที่แล่นมาด้วยความเร็วชนเข้าอย่างจัง
ระหว่างที่ปลิวไป ทั้งคู่ยังชนเข้ากับพวกเดียวกันอีกสองคน ชายทั้งสี่กระแทกกำแพงปูนที่อยู่ไกลออกไปอย่างแรง
สองคนที่ถูกใช้เป็นเบาะรองล้มตาค้างหมดสติไปทันที ส่วนอีกสองคนก็ไม่ดีไปกว่ากัน พวกเขากุมหน้าอกแล้วนอนอาเจียนอยู่บนพื้นอย่างหนักจนลุกไม่ขึ้น
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เร็วจนไม่มีใครเห็นชัดว่าฉู่เฟยลงมืออย่างไร
ฉู่เนี่ยนจ้องฉู่เฟยที่ยืนขวางอยู่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ตั้งสี่คนปลิวไปได้อย่างไร?
แล้วสองคนที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นนั่น... คงไม่ได้ถึงตายหรอกใช่ไหม?
พอคิดถึงตรงนี้ ฉู่เนี่ยนก็ยิ่งหวาดกลัว
เธอเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ร่างกายจึงเริ่มสั่นขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
อีกด้านหนึ่ง ฉู่เฟยกลับปัดมือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับเพิ่งตบแมลงวันน่ารำคาญให้ตายไปไม่กี่ตัว
“ฮึ นึกว่าจะเก่งกาจแค่ไหน ที่แท้ก็มีฝีมือแค่นี้เองหรือ?”
พี่เฮยกุมข้อมือที่หัก แม้เหงื่อเย็นจะผุดท่วมตัวเพราะความเจ็บปวด แต่ปากก็ยังไม่วายข่มขู่
“แกคอยดูเถอะ! ถ้าแน่จริงก็อย่าหนี ฉันจะเรียกคนมาฆ่าล้างครอบครัวแกเดี๋ยวนี้!”
ฉู่เฟยได้ยินคำพูดนั้นก็หัวเราะออกมาในทันที
“หึ ๆ คิดจะไป แล้วยังจะเรียกพวกมาช่วยอีก? ล้อข้าเล่นอยู่หรือ?”
