ครึ่งชั่วยามต่อมา
บนยอดเทือกเขาเสินมู่ ท่ามกลางผืนดินไหม้เกรียม จ้าวเถี่ยหนิวนำคนกวาดล้างสนามรบเสร็จสิ้นแล้ว
นอกจากเสื้อผ้าที่ถูกระเบิดกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น กับซากแขนขาดำเกรียมจนแยกแยะไม่ออกแล้ว ก็ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ควันดินปืนฉุนจัดปะปนกับกลิ่นเหม็นเน่าของเนื้อหนังที่ไหม้เกรียม ทำให้ทหารหนุ่มหลายคนที่เพิ่งลงสนามรบอดก้มตัวลงคลื่นไส้ไม่ได้
เชิงเขา ผ้าคลุมดำกับมือสังหารชุดดำอีกสามคนซึ่งโชคดีรอดชีวิตมาได้ แต่บาดเจ็บไปทั้งตัว ถูกจ้าวซื่อลั่งใช้เชือกปอเส้นหนามัดมือไพล่หลัง แล้วโยนลงตรงหน้าลู่อันเหนียน
“ใต้เท้า จับได้หมดแล้ว ไม่มีใครหนีรอดไปได้!”
จ้าวซื่อลั่งคำนับอย่างนอบน้อม แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ผ้าคลุมดำค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ใบหน้าเย็นชาที่มีแผลเป็นบนหน้าผากเปรอะเปื้อนไปด้วยควันดินปืนและคราบเลือด แต่กลับไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นจ้องลู่อันเหนียนที่ก้าวเข้ามาอย่างช้า ๆ ราวกับหมาป่าเดียวดายที่บาดเจ็บสาหัส คล้ายอยากใช้สายตาเฉือนลู่อันเหนียนเป็นชิ้น ๆ
ทว่าลู่อันเหนียนไม่ได้มองเขา หากหันไปมองจ้าวซื่อลั่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อน แล้วถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“คนของเรา บาดเจ็บล้มตายอย่างไรบ้าง?”
“เรียนใต้เท้า!” จ้าวซื่อลั่งรีบก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว ประสานหมัดตอบว่า “กองทหารม้าเหล็กไม่มีผู้ใดเสียชีวิต มีพี่น้องเพียงสามคนที่ถูกฝ่ายตรงข้ามโต้กลับอย่างดุเดือดตอนกำลังไล่ตาม จึงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนพี่น้องที่คุ้มกันขบวนสินค้า...เสียชีวิตสองคน บาดเจ็บห้าคน”
คิ้วของลู่อันเหนียนขมวดเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
