ภายในห้องรับรองส่วนตัวอันหรูหรา บรรยากาศยังคงอบอวลไปด้วยความเลื่อมใสอย่างไร้ขีดจำกัดต่อ “ยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทาน” ผู้นั้น
เวลานี้ลู่หลิงหลงตาค้างจนพูดไม่ออก
เธอนั่งแข็งทื่ออยู่บนโซฟาอย่างเหม่อลอย สมองราวกับถูกสายฟ้าฟาด ก่อนจะถูกลูกกลิ้งบดถนนหนัก ๆ บดซ้ำไปซ้ำมา เสียงอื้ออึงดังก้อง จนเกิดเป็นคลื่นสึนามิระดับสิบสอง
งั้นแปลว่า... ตอนนั้นหลินม่ออยู่หลังเขามังกรเสือ ไม่ได้กำลังฝึกวิชาจริง ๆ เหรอ?
แต่กำลังจะขึ้นสวรรค์จริง ๆ งั้นหรือ?!
บอดี้การ์ดจอมงกคนนี้ คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปะทะกับสำนักเฉวียนซิ่งเพื่อค่าจ้างแค่ห้าหมื่นหยวน แถมยังเสียดายรองเท้าเปื้อนจนขอเบี้ยเลี้ยงเพิ่ม
ก็คือ “ผู้อาวุโสผู้กำลังจะขึ้นสวรรค์” ที่ทวดกับประธานเฟิงซึ่งเป็นยอดคนระดับแถวหน้า อยากทุ่มทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อขอพบสักครั้ง แต่กลับไม่ได้พบงั้นเหรอ?!
ลู่หลิงหลงสูดลมหายใจลึก อ้าปากขึ้น เธออยากพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อหลินม่อแล้วถามทุกอย่างให้กระจ่างเดี๋ยวนี้
แต่ในจังหวะที่คำพูดกำลังจะหลุดออกจากปาก
หลินม่อฝั่งตรงข้ามราวกับรู้สึกตัว เขากลืนขนมในปากลงอย่างไม่รีบร้อน ก่อนหันมาสบตากับเธอพอดี
มุมปากหลินม่อยังคงยกยิ้มอย่างสบาย ๆ เขาขยิบตาให้ลู่หลิงหลงเบา ๆ อย่างมีนัย
แววตานั้นมีทั้งความปลอบโยน และคำเตือนที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่อ่านออกว่า “เจ้านายครับ นี่เป็นความลับทางธุรกิจที่ต้องคิดเงินเพิ่ม อย่าพูดออกมานะครับ เดี๋ยวผมอดทำมาหากิน”
โครม!
หัวใจของลู่หลิงหลงพลันสั่นไหว แก้มขาวเนียนของเธอแดงเรื่อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ หัวใจก็เต้นสะดุดไปครึ่งจังหวะ
คำพูดที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไปทั้งอย่างนั้น
เธอก้มหน้าลงอย่างลนลาน ยกถ้วยชาที่เย็นชืดตรงหน้าขึ้นดื่มอึกใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนอาการเสียมารยาทของตัวเอง
ทั้งที่หมอนี่มีฝีมือร้ายกาจขนาดนั้นแท้ ๆ แต่กลับแสร้งทำตัวเป็นพ่อค้าหน้าเลือดที่เห็นแก่เงินสุด ๆ ตกลงด้านไหนของเขากันแน่ที่เป็นตัวจริง?
“มัวแต่คุยเรื่องตำนานเลื่อนลอยกันเสียจนคุณหนูลู่หลิงหลงฟังเพลิน ดูท่าจะเสียมารยาทกับแขกแล้ว”
เฟิงเจิ้งเหายิ้มพลางลุกขึ้นยืน ทำลายความเงียบภายในห้อง
“พอดีได้เวลาอาหารแล้วด้วย”
