เสียงบ่นในใจของฮ่องเต้ทำให้อันจิ่วใจคอไม่ดี…
นางแทบอยากทำเป็นว่าไม่เคยกินเข้าไปเสียด้วยซ้ำ กลัวเหลือเกินว่าฮ่องเต้จะไม่พอพระทัยแล้วสั่งตัดหัวนาง
ว่าแต่เจ้าหมอนี่เป็นถึงฮ่องเต้ อยากกินก็สั่งมาอีกจานไม่ได้หรือไร? เหตุใดถึงตระหนี่ถึงเพียงนี้?
อันจิ่วยืนอย่างนอบน้อม มองฮ่องเต้เสวยทีละคำ
ในที่สุดก็เสวยเสร็จเสียที เขาก็นิ่งไม่ขยับ
ขณะที่อันจิ่วกำลังสงสัย นางก็ได้ยินเสียงในใจของฮ่องเต้
【นางกำนัลคนใหม่เป็นคนโง่หรือไร ไม่เห็นหรือว่ามือเราสกปรก? ประเดี๋ยวเราจะ…】
กลัวจะได้ยินคำพูดน่าสะพรึงกลัว อันจิ่วจึงลนลานหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาเช็ดมือให้เขา
ฮ่องเต้ไม่ขยับ
เสียงในใจฮ่องเต้:【สมแล้วที่เป็นคนโง่】
โชคดีที่ขันทีหลี่ปรากฏตัว เขาตำหนิพลางผลักอันจิ่วไปด้านข้าง “ไม่รู้จักธรรมเนียม”
กล่าวจบก็สั่งให้คนนำอ่างน้ำมา ฮ่องเต้ล้างมือแล้วใช้ผ้าเช็ดพระพักตร์ผืนประจำพระองค์เช็ดจนสะอาด…
อันจิ่วยืนนิ่งราวกับท่อนไม้ เกร็งไปตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
นางกลัวว่าฮ่องเต้จะทรงกริ้วขึ้นมาอย่างกะทันหัน
แต่เขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น
ฮ่องเต้จัดการทุกอย่างเสร็จก็ลุกขึ้น เตรียมออกไปเดินเล่น
ขันทีหลี่ก้าวไปข้างหน้า คอยปรนนิบัติฮ่องเต้เปลี่ยนฉลองพระองค์และรองเท้า กระทั่งฮ่องเต้เสด็จออกจากประตู เขาจึงเหลือบมองนาง “ยังไม่ตามไปปรนนิบัติให้ดีอีกหรือ?”
อันจิ่วจำต้องตามไป ระหว่างออกจากประตู นางยังพบเสี่ยวเซี่ย เพื่อนร่วมงานจอมปลอมของตนด้วย
เสี่ยวเซี่ยตกใจกลัวจากเรื่องก่อนหน้านี้ไม่นาน ดวงตาแดงก่ำ ก้มหน้าเดินตามหลังฮ่องเต้อย่างไม่เต็มใจ
ยามนี้แสงตะวันยังแรงอยู่บ้าง ฮ่องเต้เดิน ๆ หยุด ๆ ขณะที่เสียงในพระทัยดังขึ้นไม่ขาดสาย
【ร้อนจริง…】
【ตำหนักผุพัง ห่างจากสวนหลวงเสียไกล รู้อย่างนี้ไม่ออกมาก็ดี】
รอบด้านยังคงเงียบสงัด เสียงในพระทัยของเขาดังกระทบโสตประสาทอันจิ่วชัดถ้อยชัดคำ แทบไม่อาจเมินเฉยได้…
อันจิ่วได้ยินเขาบ่นว่านายกององครักษ์ที่เดินผ่านไปมาไม่หล่อเหลาเอาเสียเลย แล้วยังบ่นว่านางกำนัลกับขันทีที่ยืนหันหน้าเข้ากำแพงช่างน่าเบื่อ…
ปากช่างจ้อเสียจริง…
อีกอย่าง…
เวลาเสด็จออกมา เหตุใดถึงไม่ประทับเกี้ยวเสียเล่า? แบบเดียวกับพระสนมเอกหัวเฟยก็ได้…
แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น ทรมานผู้คนอย่างเท่าเทียมกันถ้วนหน้า…
ในที่สุดก็มาถึงสวนหลวง เขาก็เกิดความคิดอยากให้อาหารปลา
แต่ไม่มีใคร รวมถึงขันทีหลี่ ฟังออกจากเสียงฝีพระบาทที่หยุดกะทันหันว่าพระองค์ทรงต้องการสิ่งใด
ทุกคนจึงยืนเงียบตามเขาไป
【เราจะให้อาหารปลา อาหารปลาอยู่ที่ไหน?】เขาขมวดคิ้ว แต่กลับไม่ยอมเอ่ยปาก
【ไร้ประโยชน์กันทั้งนั้น…】
อันจิ่วฟังเสียงในพระทัยที่ยิ่งทวีความหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ กลัวว่าพระองค์จะกริ้วขึ้นมาแล้วสังหารคนอีกในชั่วพริบตา จึงรีบกระซิบถามขันทีหลี่ “ฝ่าบาททรงอยากให้อาหารปลาหรือไม่?”
ขันทีหลี่เองก็หวาดหวั่น เขาครุ่นคิดหาคำตอบว่าฮ่องเต้ทรงต้องการสิ่งใดจนหัวแทบหมุน พออันจิ่วเตือนก็พลันเข้าใจ รีบนำอาหารปลาไปถวายฮ่องเต้
คราวนี้ฮ่องเต้จึงพอพระทัย
อาหารปลากำใหญ่ถูกโปรยลงไป ปลาคาร์ปสีสันงดงามหลายตัวก็ว่ายเข้ามา อ้าปากรอให้พระองค์ป้อน
อันจิ่วยังไม่ทันถอนหายใจโล่งอก ก็ได้ยินเสียงในพระทัยที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเขา【ปลาคาร์ปแดงตุ๋นจะอร่อยหรือไม่?】
อันจิ่ว “…”
ฝ่าบาท ขอทรงเป็นคนเถิด…
หลังเกิดเรื่องของกุ้ยเหรินเหมยเมื่อหลายวันก่อน คนในวังต่างคิดว่านางถูกลงโทษเพราะทำผิด ส่วนถูกลงโทษด้วยเหตุใดนั้นทุกคนไม่รู้
ดังนั้นวันนี้พอได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จมายังสวนหลวง เหล่าสนมที่หัวไวบางคนจึงแต่งกายจัดเต็ม ตั้งใจมาพบโดยบังเอิญ
ยังไม่ทันเข้าใกล้ กลิ่นหอมก็โชยมา อันจิ่วเหลือบเห็นฮ่องเต้หันพระพักตร์ขวับ สีพระพักตร์พลันมืดครึ้ม
【บัดซบ…】
หนังศีรษะอันจิ่วตึงเขม็ง นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“หม่อมฉันไม่ทราบว่าฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่ รบกวนฝ่าบาทแล้ว ขอฝ่าบาทโปรดอภัย” สตรีงามเบื้องหน้ายกคางขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเจือความเขินอาย งดงามเจิดจ้ายิ่งกว่าบุปผาในสวน…
แม้แต่อันจิ่วก็อดทอดถอนใจชมความงามของนางไม่ได้
น่าเสียดาย…
【บัดซบ!】
นางได้ยินฮ่องเต้กัดฟันเอ่ยสองคำนี้อีกครั้ง…
จากนั้นฮ่องเต้ก็ยื่นพระหัตถ์ไปชักกระบี่ประจำกายขององครักษ์ข้างพระวรกายออกมาอย่างไร้สัญญาณเตือน แล้วฟันลงที่ศีรษะของสตรีงามผู้นั้น…
“อ๊า…”
“ฝ่าบาท…”
เหตุการณ์พลันโกลาหลขึ้นในชั่วพริบตา
