ซูเสี่ยวหม่านรู้สึกสับสนไม่น้อย เธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม จึงไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมอดทนผ่านมาได้อย่างไร
จะว่าเป็นความผิดของพี่สะใภ้สามก็ไม่ได้ เธอคิดว่าตัวเองไม่ไปทำงานก็ไม่ยุติธรรมกับคนอื่น
ตอนนี้ครอบครัวยังไม่ได้แยกบ้าน ทรัพยากรทุกอย่างจึงเป็นของส่วนรวม
บางทีซูเสี่ยวหม่านอาจยังหน้าหนาไม่พอ ตอนนี้พอไม่ได้ไปทำงาน เธอก็รู้สึกราวกับตัวเองเป็นคนผิด
ซูเสี่ยวหม่านก้มหน้าเดินกลับห้อง
ตอนนั้นย่าซูกำลังอุ้มหลานชายคนเล็กอยู่ พอเห็นเธอก็ถามว่า “เป็นอะไรไป ทำไมหน้าหงอยแบบนั้นล่ะ?”
พี่สะใภ้สามกับซูเสี่ยวหม่านคุยกันอยู่หน้าประตูใหญ่ ย่าซูอยู่ในบ้านจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ทำไมไม่พูดล่ะ ตอนเที่ยงก็ไม่กลับมากินข้าวด้วย”
ซูเสี่ยวหม่านนอนแผ่บนเตียงเตา มองเพดานเก่าคร่ำคร่าแล้วพูดว่า “แม่ ทำไมบ้านเราไม่แยกบ้านกันล่ะ?”
“แยกบ้านเหรอ?” ย่าซูร้องเสียงดังจนซูหงรุ่ยที่อยู่ในอ้อมแขนสะดุ้งโหยง
ย่าซูรีบโยกอุ้มเด็กน้อยเบา ๆ ก่อนจะถามต่อว่า “อยู่ดี ๆ พูดเรื่องแยกบ้านขึ้นมาทำไม?”
ซูเสี่ยวหม่านดีดตัวลุกขึ้นนั่ง “แม่ ตอนนี้บ้านเรามีคนเยอะขนาดนี้ ลองนับดูสิ นอกจากครอบครัวพี่รองที่ไม่ได้อยู่บ้านแล้ว ตอนนี้บ้านเรามีกี่คน อยู่รวมกันหมด วุ่นวายจะตาย!”
เห็นย่าซูไม่ได้คัดค้านทันที ซูเสี่ยวหม่านจึงพูดต่ออย่างกระตือรือร้น “แม่ แม่เข้าใจหลักที่ว่าต้นไม้ใหญ่ย่อมแตกกิ่งก้านดีกว่าหนูอีก ดูสิ พวกพี่สะใภ้อยู่ด้วยกันทุกวันก็มีเรื่องขัดแย้งกัน แยกบ้านกันอยู่ยังจะดีกว่า!”
