บทที่ 3 มิติพิเศษ
ซูเนี่ยนนั่งอยู่ที่เบาะหลังของรถ มองดูคุณปู่ที่หลังค่อมเอามือกดบริเวณใต้ชายโครงขวา สีหน้าเจ็บปวด
ได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง เธอรู้แล้วว่าปู่เป็นมะเร็งตับ ตอนที่ปู่ขึ้นรถ จงใจนั่งที่เบาะหน้า ก็เพราะไม่อยากให้เธอเห็นสีหน้าเจ็บปวดของเขา
ตอนนี้ปู่กำลังทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดในร่างกาย แต่เธอเองกลับทำอะไรไม่ได้เลย ความเจ็บแปลบในหัวใจถาโถมเข้ามาไม่หยุด
ความรู้สึกหมดหนทางพุ่งเข้าใส่ เมื่อได้เกิดใหม่ทั้งที เธอยังต้องมองดูคุณปู่ที่รักที่สุดจากเธอไปอีกหรือ? เธอนี่ช่างเสียดาย ไม่ยินยอมเลยจริง ๆ...
“อื้อ...”
เสียงครางแหบแห้งเล็ดลอดออกมาจากขากรรไกรที่กัดแน่นของคุณปู่ ร่างของเขาเกร็งขึ้นมาทันที แล้วก็หมดแรงทรุดลงไปในเบาะนั่ง เหงื่อเม็ดเล็กซึมออกมาบนหน้าผาก เสื้อเชิ้ตสีเทาขาวของคุณปู่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ...
ซูเนี่ยนจ้องมองไรผมสีดอกเลาของคุณปู่ไม่วางตา น้ำตาพร่ามัวไปทั้งสองข้าง ปู่ทรมานอย่างนี้ แต่เธอทำอะไรไม่ได้เลย เธอยอมเป็นคนป่วยเสียเอง ดีกว่าให้ปู่ต้องมาเจ็บปวดเช่นนี้
หัวใจเหมือนถูกมือใหญ่บีบรัดแน่น เธอรู้สึกราวกับหัวใจแตกสลาย ลมหายใจก็คล้ายจะขาดห้วง
ปู่ให้คนขับยกแผงกั้นขึ้น ซูเนี่ยนรู้ว่าปู่ไม่อยากให้เธอรู้เรื่องที่เขาป่วย
แผงกั้นตัดแบ่งพื้นที่ในรถออกจากกัน ซูเนี่ยนนั่งอยู่ที่เบาะหลังเพียงลำพัง ก้มหน้าร้องไห้เงียบ ๆ
เธอไม่เข้าใจว่าทำไมฟ้าถึงให้เธอเกิดใหม่? ให้เธอต้องมาประสบกับความเจ็บปวดที่ต้องเสียนปู่ไปอีกครั้ง? ทำไมสวรรค์ถึงโหดร้ายอย่างนี้?
ถ้าปู่ตายไป แล้วเธอจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม?
ซูเนี่ยนก้มมองกำไลหยกในมือ เต็มไปด้วยความสงสัยในหัว เมื่อชาติก่อนในวันนี้ ไม่มีโจวอวี้ฉยง ไม่มีการรับรองตัวตน ไม่มีกำไลหยก ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด...
ซูเนี่ยนรูม่านตาหดเกร็ง หัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง ความคิดไร้สาระผุดพรายในหัวอย่างควบคุมไม่ได้ กำไลหยก? หรือว่ากำไลหยกนี้จะมีความลับซ่อนอยู่?
เธอเปิดกล่อง สวมกำไลหยกไว้ที่ข้อมือ ก้มลงปลดเข็มกลัดที่กระโปรง จากนั้นก็จิ้มนิ้วให้เลือดออก หยดเลือดหยดหนึ่งลงบนกำไลหยก
กำไลหยกพลันหายไป เพียงรู้สึกได้เลือนรางว่าตรงที่กำไลสัมผัสผิวหนัง มีไออุ่นแผ่ซ่าน สัมผัสถึงจิตวิญญาณของเธอโดยตรง
ทันใดนั้น... เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแห่งหนึ่ง เธอมองไปรอบ ๆ อย่างหวาดกลัว พบว่าเป็นพื้นดินสีน้ำตาลชื้นอุ่น มีเนื้อที่ประมาณสองหมู่ ที่ขอบของผืนดินมีหมอกสีขาวคละคลุ้ง
ซูเนี่ยนพลันเห็นว่าใจกลางผืนดินมีตาน้ำพุอยู่ตาหนึ่ง เธอรีบเดินไปที่ริมตาน้ำพุ พบว่าน้ำพุนั้นใสสะอาด มีฟองผุดขึ้นมาราวกับน้ำเดือด ริมตาน้ำพุมีต้นไม้ไม่ทราบชื่อขึ้นอยู่ไม่กี่ต้น
ซูเนี่ยนแข็งค้างไปทั้งร่าง สมองขาวโพลน มิติพิเศษ? น้ำพุวิเศษ? เมื่อชาติก่อนเธออ่านนิยายมามากมาย นางเอกย้อนเวลาข้ามภพ ล้วนมีมิติพิเศษกันทั้งนั้น โครงเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ กลับเกิดขึ้นกับตัวเอง
เธอประคองน้ำพุใสขึ้นมาดื่มด้วยความสงสัย เมื่อน้ำเข้าปาก กระแสไออุ่นก็ไหลเวียนไปทั่วร่าง มุ่งสู่แขนขาทั้งหมด เธอครางเสียงในลำคอ แล้วคุกเข่าข้างเดียวลงกับพื้น ไม่ใช่เพราะเจ็บปวด แต่เป็นเพราะมีพลังงานทรงพลังบางอย่างถูกอัดฉีดเข้าร่าง
เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายเต็มไปด้วยพลัง สายตาคมชัดยิ่งกว่าเดิม เธอมองเห็นขอบของมิติได้อย่างชัดเจน การได้ยินก็ไวขึ้น กระทั่งยังได้ยินเสียงฟองอากาศเล็ก ๆ แตกตัวในน้ำพุ ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายก็ราวกับเกิดใหม่
ซูเนี่ยนตื้นตันไปด้วยความดีใจอย่างล้นเหลือ คาดไม่ถึงว่าน้ำพุนี้จะมีพลังเหลือเชื่อ
ซูเนี่ยนพลันนึกขึ้นได้ว่าปู่เป็นมะเร็ง จึงไม่รู้ว่าน้ำพุวิเศษนี้จะช่วยบรรเทาอาการป่วยของปู่ได้หรือไม่? คิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนี้ร่างกายของปู่ยังอ่อนแอ ไม่เหมาะจะลองอะไรแปลก ๆ ต้องสังเกตอีกสักพัก
เมื่อชาติก่อน เธอเคยเรียนแพทย์แผนจีนมานานมาก สามารถซื้อชุดเข็มเงินมา แช่เข็มเงินในน้ำพุวิเศษ แล้วใช้ฝังเข็มให้ปู่ทุกวัน ลองดูว่าจะช่วยบรรเทาอาการป่วยของปู่ได้บ้างไหม
คิดได้ว่าไม่ควรอยู่ในมิตินี้นานเกินไป
ครุ่นคิดเพียงแวบเดียว ซูเนี่ยนก็กลับมาที่รถแล้ว เธอขยับเนื้อตัว รู้สึกได้ถึงพลังที่เต็มเปี่ยมในกาย คาดไม่ถึงว่าการได้เกิดใหม่ สวรรค์จะประทานสมบัติล้ำค่าขนาดนี้ให้เธอ
กำไลหยกเหมือนจะหลอมเข้าไปในร่างกาย บนข้อมือไม่มีร่องรอยของกำไลอีกแล้ว
เพียงใจคิด ก็เข้าไปในมิติได้ ใจคิดอีกครั้ง ก็ออกมาจากมิติได้ สายตาของซูเนี่ยนเต็มไปด้วยความตกตะลึง หรือว่ากำไลจะกลายเป็นมิติ เข้าไปอยู่ในร่างของเธอ?
ถ้าหากเธอตาย กำไลก็จะปรากฏออกมาใหม่อย่างนั้นหรือ?
ซูเนี่ยนส่ายหน้า ความคิดเหลวไหลนี้ ไม่อาจพิสูจน์ได้ อย่างไรก็ตาม มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ นั่นคือมิตินี้ผูกพันกับเธออย่างสมบูรณ์แล้ว ใครก็แย่งชิงไปไม่ได้...
เมื่อชาติก่อน ผู้ใหญ่สองคนได้หมั้นหมายให้เธอ อยากให้เธอแต่งกับเฉินเฉิงเจ๋อ เธอนึกว่านั่นจะเป็นก้าวย่างสู่ความสุข ใครจะรู้ว่ากลับเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้าย
ชาตินี้เธอไม่รับหมั้น ไม่คิดว่าจะได้สมบัติล้ำค่านี้มา ครองมิติแล้วยังต้องมีผู้ชายอีกทำไม? อยู่เป็นโสดให้สวยไม่ดีกว่าหรอ?
ชาติก่อนยังเด็กเกินไป เอาความหวังชีวิตไปฝากไว้กับคนอื่น จึงก่อโศกนาฏกรรมตามมา ชาตินี้ เธอจะไม่ทำผิดพลาดโง่ ๆ เช่นนั้นอีกเด็ดขาด
คิดถึงชาติก่อน แม่เลี้ยงกับน้องสาวต่างมารดา รวมถึงพ่อกับพี่ชายที่คอยซ้ำเติม ที่ก่อเรื่องร้ายกับเธอ ซูเนี่ยนก็อดกำหมัดแน่นไม่ได้ แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เธอไม่ใช่นักบุญ ความเจ็บปวดที่คนพวกนั้นก่อไว้กับเธอเมื่อชาติก่อน ไม่อาจให้อภัย ไม่อาจปล่อยวาง
แววตาของซูเนี่ยนแข็งกร้าว ชาตินี้ เธอจะให้คนชั่วกลุ่มนี้ชดใช้
ขณะที่คิดฟุ้งซ่าน รถก็แล่นมาถึงหน้าเขตบ้านจัดสรรหรูแห่งหนึ่ง คุณปู่ซูลงจากรถ ซูเนี่ยนก็รีบลงตาม หลังจากขอบคุณคนขับแล้ว ซูเนี่ยนก็หันไปมองบ้านจัดสรรหรูนี้ นี่คือบ้านของซูฝูเฟิง พ่อแท้ ๆ ของเธอ
ซูเนี่ยนพยุงปู่มาที่ป้อมยาม รปภ. ก็ส่งสายตาสำรวจทันที ที่โครงการแพลทินั่มเพลสนี้มีแต่คนมีหน้ามีตาเข้าออก พวกเขาแต่งตัวกันหรูหรา แต่ปู่กับหลานตรงหน้านี้ แต่งตัวเรียบง่าย ไม่เข้ากับบ้านจัดสรรหรูเอาสักนิด
ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อกี้เห็นปู่กับหลานลงมาจากรถหรู รปภ. ก็ขี้เกียจจะสนใจพวกเขาด้วยซ้ำ
รปภ. มองอย่างดูถูก “พวกคุณไม่ใช่คนในโครงการนี่? ติดต่อเจ้าของบ้านหรือยัง?”
คุณปู่ซูหยิบมือถือขึ้นมา เปิดหน้าจอโทรออก แล้วรีบยิ้มกล่าว “ติดต่อแล้วครับ เมื่อกี้เพิ่งโทรไป ลูกชายผมอยู่ที่อาคาร 18 เขาชื่อซูฝูเฟิง”
รปภ. หรี่ตามองสำรวจพวกเขาทั้งสอง สายตาหยุดที่เสื้อเชิ้ตของคุณปู่ซูที่ซักจนสีซีด แววตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ “ที่นี่มีกฎอยู่ครับ แขกที่เจ้าของบ้านยังไม่ได้ยืนยัน จะเข้าไปในโครงการตามอำเภอใจไม่ได้”
ซูเนี่ยนถลึงตาใส่รปภ. แล้วพูดเย็นชาว่า “หูหนวกหรือไง? เราเป็นแขกที่ไหน? เรากลับบ้านตัวเอง ซูฝูเฟิงเป็นพ่อฉัน ส่วนปู่ก็เป็นพ่อของเขา”
รปภ. ยืดอก เชิดคอพูดว่า “ศาสตราจารย์ซูแห่งอาคาร 18 ผมรู้จักเขานะครับ เขามีลูกสาวคนเดียวชื่อซูเหอ เธอเป็นเด็กป่าที่ไหนมา ปลอมตัวเป็นลูกสาวศาสตราจารย์ซูน่ะ?”
คุณปู่ซูได้ยินดังนั้นก็กำหมัดแน่น ตวาดด้วยความโกรธว่า “แกว่าใครเป็นเด็กป่า? นี่คือหลานสาวคนโตของตระกูลซู เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของซูฝูเฟิง แกรปภ.ตัวเล็ก ๆ ไม่ฟังหูไว้ตา ด่าคนมั่วซั่ว ใครให้ความกล้าแก?”
หลังจากปู่พูดจบ ร่างก็สั่นหนักขึ้น เหงื่อซึมออกมาบนหน้าผาก
รปภ. เชิดคาง มองอย่างดูถูก
“เจ้าของห้องยังไม่แจ้งเรา ผมก็ปล่อยผ่านไม่ได้ ใครจะรู้ว่าที่พวกคุณพูดเป็นความจริงหรือเปล่า ที่นี่เป็นบ้านจัดสรรหรู ไม่ใช่แมวหมูหมาตัวไหนก็เข้าได้ เน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง”
ซูเนี่ยนเห็นสภาพอันน่าเวทนาของปู่ แล้วก็มองรปภ. ม่านโทสะพุ่งตรงสู่หัว ด้วยความเป็นห่วงปู่ บวกกับท่าทีดูถูกคนเช่นนี้ ทำให้เธอเดือดเข้าสุดขีด
ซูเนี่ยนตวาดเสียงดังว่า “บ้าเอ๊ย! แกซักถามชายชราไม่เลิก คนอย่างแกนี่เห็นพวกเศรษฐีก็ประจบสอพลอ เห็นคนอ่อนแอกว่าแก ก็รังแกเพื่ออวดอำนาจน้อยนิดของแก ช่างน่าขันนัก”
รปภ. ถูกเด็กสาวตรงหน้าที่ยังดูใสซื่อ แต่วาจาดุดันอย่างคาดไม่ถึงทำให้ผงะไป หน้าแดงก่ำพูดว่า “เธอ... พูดจาอย่างนี้ได้ไง? ผมก็ทำตามขั้นตอน”
ซูเนี่ยนหัวเราะเย็น “ขั้นตอนบ้าบออะไรของแก ขั้นตอนของแก... ก็คือใช้สายตาหมา ๆ ของแก แบ่งคนเป็นสามหกเก้า แล้วก็เอาแต่มองเสื้อเชิ้ตปู่ฉันไม่วางตา ฉันบอกแกนะ เสื้อของปู่ฉันถึงจะเก่า แต่ก็สะอาดกว่าพวกมนุษย์ใส่หน้ากากที่จิตใจเต็มไปด้วยความเสแสร้งแบบแกพันเท่าหมื่นเท่า”
วาจาคมกริบของซูเนี่ยน ทำให้รปภ. ข้าง ๆ และเจ้าของบ้านอื่น ๆ หันมามองอย่างสนอกสนใจ
ท่านประมุขซูยกมือกุมท้องแล้วก็มองหลานสาวด้วยความสงสัย รู้สึกว่าวันนี้นิสัยของหลานเปลี่ยนไปมาก ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ไม่เคยกล้าพูดเสียงดังเลย แต่ตอนนี้คำพูดกลับเฉียบขาดอย่างยิ่ง
ท่านประมุขซูมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว เห็นหลานสาวที่เคยขี้อายกลับมีด้านที่กล้าได้กล้าเสียอย่างนี้ ในใจก็รู้สึกเบาใจเล็กน้อย เด็กน้อยรู้จักขัดขืนแล้ว เรียนรู้ที่จะปกป้องตัวเองแล้ว นี่เป็นเรื่องดีนะ
รปภ. อายุสี่สิบกว่า ถูกเด็กสาวอายุสิบแปดปีด่าเอาจนหน้าสลับสี เขาทั้งโกรธทั้งอายตวาดว่า “แกด่าใคร? พูดจาเหลวไหลอีกฉันจะแจ้งตำรวจนะ ดูก็รู้ว่าแกเป็นเด็กป่ามาจากบ้านนอก ไม่มีมารยาทเอาซะเลย”
ซูเนี่ยนหัวเราะเย็น “ใช่สิ ฉันนี่แหละที่เป็นลูกสาวที่ศาสตราจารย์ซูเลี้ยงไว้ในชนบท ยังไงฉันก็เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา ส่วนแก... ก็แค่รปภ.ตัวเล็ก ๆ งานหลักของแกคือบริการเจ้าของบ้าน ไม่ใช่มาอวดเบ่งกับคนแก่กับเด็กอย่างเรา”
หญิงวัยสี่สิบต้น ๆ คนหนึ่งขมวดคิ้ว ยืนฟังการโต้เถียงของทั้งสองอยู่ไกล ๆ เธอเดินตรงไปที่ข้างกายซูเนี่ยน มองไปที่รปภ. สายตากวาดผ่านป้ายชื่อที่หน้าอกรปภ.
“ใครใช้ให้แกมาซักถามครอบครัวเจ้าของบ้านที่นี่?”
รปภ. เห็นท่าทางของเจ้าของบ้านหญิงคนนี้ก็ตกใจ รีบอธิบายว่า “ผมทำตามกฎครับ กำลังตรวจข้อมูลผู้มาเยือน”
หญิงคนนั้นขัดจังหวะอย่างเย็นชาว่า “เด็กสาวเขาก็บอกแกชัดเจนแล้ว ว่าพ่อของเขาอยู่ที่นี่ แล้วก็บอกข้อมูลเจ้าของบ้านด้วย แกยังไม่ปล่อยเข้าไป ยังสงสัยตัวตนของเขาอีก แกด่าว่าใครเป็นพวกบ้านนอก? นับขึ้นไปสามชั่วอายุคน ใครไม่ใช่คนชนบท ทำอย่างกับแกสูงศักดิ์กว่าคนอื่นอย่างไรอย่างนั้น”
ป้าข้าง ๆ ก็พูดเสริมว่า “พวกนายเก็บค่าส่วนกลางตั้งมาก แต่กลับทำตามหลักเคารพผู้ใหญ่อ่อนน้อมต่อเด็กไม่ได้ นี่ทำเอาฉันต้องมองพวกนายใหม่เลยนะ”
เจ้าของบ้านที่เดินผ่านไปมาแถวนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนวัยกลางคนขึ้นไป เห็นรปภ. กลั่นแกล้งชายชราอายุหกสิบปี ก็พากันต่อว่าด้วยความไม่พอใจ
รปภ. เห็นว่าการกระทำของตนยั่วโทสะคนหมู่มาก ก็ตกใจจนหน้าถอดสี
“ขอโทษครับ... ผมผิดไปแล้ว...”
หญิงคนนั้นมองรปภ. อย่างเย็นชา “แกไม่ควรขอโทษฉัน แต่ควรขอโทษเด็กสาวคนนี้ แล้วก็ชายชราตรงหน้านี้”
รปภ. มองไปที่ซูเนี่ยนและคุณปู่ซู ก้มโค้งคำนับ “ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมมีท่าทีไม่ดี”
คุณปู่ซูแค่นเสียงเย็น “พวกนายที่เป็นฝ่ายบริการเจ้าของบ้าน กลับมีท่าทีย่ำแย่ถึงเพียงนี้ ช่างเป็นยุคที่ศีลธรรมเสื่อมลงจริง ๆ...”
ตอนนี้รปภ. หน้าแดงด้วยความละอาย พูดอะไรไม่ออกสักคำ...
ซูเนี่ยนถลึงตาใส่รปภ. หนัก ๆ เมื่อชาติก่อน เธอเคยเห็นพวกขี้น้อยใจต่ำมามากมาย ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ดีอะไร แต่ไม่กล้ารังแกคนมีอำนาจ กลับกล้าระบายความคับแค้นใจใส่คนอ่อนแอ นี่แหละคือด้านมืดของมนุษย์
ซูเนี่ยนเบือนสายตากลับมา พยุงปู่ สายตาหยุดที่หญิงคนที่ช่วยเหลือพวกเธอ ในความทรงจำของชาติก่อน หญิงคนนี้เป็นเจ้าของบ้านที่อยู่ตรงข้ามบ้านพ่อของเธอ เธอเคยได้ยินซูฝูเฟิงบอกว่า เจ้าของบ้านฝั่งตรงข้ามเป็นรองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง ชื่อว่าหวางซือเยี่ยน
เมื่อชาติก่อน เธอเคยเห็นหวางซือเยี่ยนในลิฟต์อยู่สองสามครั้ง แต่ไม่เคยทักทายกันเลย ถือว่าไม่ได้ต่างอะไรกับคนแปลกหน้า
วันนี้คุณป้าหวางได้พูดอย่างยุติธรรมและช่วยเหลือเธอ ซูเนี่ยนรู้สึกซาบซึ้งใจมาก หันไปพูดกับหญิงคนนั้นว่า “คุณป้า หนูชื่อซูเนี่ยน วันนี้ขอบคุณมากนะคะ”
คุณป้าหวางมองซูเนี่ยนแวบหนึ่ง เธอรู้มานานแล้วว่าศาสตราจารย์ซูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม แต่งงานใหม่กับภรรยาคนปัจจุบัน ภรรยาเก่าทิ้งลูกชายไว้คนหนึ่ง ไม่คิดว่าจะมีลูกสาวอีกคนอยู่ที่ชนบท
เห็นเด็กสาวตรงหน้ารูปร่างสะโอดสะอง หน้าตาจิ้มลิ้ม ในใจก็เกิดความเอ็นดูขึ้นมาเล็กน้อย จึงพูดเบา ๆ ว่า “ฉันก็อยู่ที่อาคาร 18 เหมือนกัน อยู่ตรงข้ามบ้านเธอนั่นแหละ เรียกฉันว่าคุณป้าหวางก็ได้”
ซูเนี่ยนตาเป็นประกาย ทำเป็นตกใจมาก “หยา, บังเอิญจังเลย”
คุณป้าหวางมองคุณปู่ซูแวบหนึ่ง แล้วกระซิบว่า “ไปกันเถอะ พอดีเราไปทางเดียวกัน กลับด้วยกันเลย”
ซูเนี่ยนพยักหน้า พยุงปู่ เดินตามคุณป้าหวางไปยังอาคาร 18 ด้วยกัน