กู้ฝานครุ่นคิด
บ่าวเลี้ยงหมูวัยกลางคนบางคนรู้กฎเกณฑ์ที่ทำให้หมูขนดำคลุ้มคลั่งอยู่บ้าง เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไรนัก บ่าวเลี้ยงหมูส่วนใหญ่ต่างก็พอคาดเดาได้
แต่ถึงจะเป็นเพียงการคาดเดา บ่าววัยกลางคนเหล่านั้นก็ไม่มีทางยอมรับ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะรู้เรื่องนี้จากปากพวกเขา
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตของพวกเขา
กู้ฝานเคยได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน
ในเวลานั้น กฎเกณฑ์ที่ทำให้หมูขนดำคลุ้มคลั่งแพร่สะพัดไปทั่ว จึงแทบไม่มีบ่าวเลี้ยงหมูเสียชีวิต
เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนบ่าวเลี้ยงหมูก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด ในคอกหมูแห่งหนึ่งกลับมีบ่าวอยู่ถึง 7-8 คน บางคอกมีบ่าวเลี้ยงหมูมากกว่าหมูขนดำเสียอีก
ทรัพยากรในเขตเลี้ยงหมูจึงสูญเปล่าไปอย่างมหาศาล
จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
ทรัพยากรของตระกูลกู้ ต่อให้เป็นเพียงอาหารธรรมดาที่สุด ก็ไม่อาจนำมาเลี้ยงบ่าวเลี้ยงหมูที่ไร้ศักยภาพเหล่านี้โดยเปล่าประโยชน์ได้
ศิษย์ตระกูลกู้ผู้ดูแลลานเลี้ยงสัตว์สังเกตเห็นสถานการณ์เช่นนี้ จึงสั่งประหารบ่าวในเขตเลี้ยงหมูถึง 80% ทันที
ขณะเดียวกัน ยังมีคำสั่งเพิ่มขึ้นในเขตเลี้ยงหมูว่า เพื่อประหยัดทรัพยากร หากคอกหมูเกินครึ่งมีบ่าวคอยดูแลถึง 2 คน ก็ต้องประหารบ่าวออกไปส่วนหนึ่ง
“คนที่รู้กฎเกณฑ์การคลุ้มคลั่งของหมูขนดำยิ่งน้อย บ่าววัยกลางคนเหล่านั้นก็ยิ่งปลอดภัย อย่างไรเสียพวกเขาก็รับประกันไม่ได้ว่าบ่าวที่เพิ่งรู้กฎเกณฑ์จะเอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศหรือไม่”
“เพราะงั้นไม่แพร่งพรายออกไปเลยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด!” กู้ฝานวิเคราะห์
【เจ้าเองก็อยากรู้กฎเกณฑ์ที่ทำให้หมูขนดำคลุ้มคลั่ง เพื่อจะได้ลดความเสี่ยงที่ตนจะตายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า】
【เจ้าพบกู้เทาผู้มีตาเรียว เพื่อให้เขาช่วยสอบถามวิธีการจากบ่าววัยกลางคน】
【กู้เทาไม่ได้ช่วยเจ้า อย่างไรเสียสิ่งที่เจ้ามอบให้ก็มีเพียงอาหารสัตว์วันละชาม เขาไม่มีทางยอมให้เจ้าควบคุมได้ตลอดไปด้วยเรื่องแค่นี้】
【เจ้าจึงทำได้เพียงลองหาทางด้วยตนเอง】
【เจ้าพบบ่าววัยกลางคนหลายคน】
【แต่ถึงเจ้าจะนำไพ่ตายที่มีค่าที่สุดออกมา นั่นคืออาหารสัตว์ที่เหลืออยู่หนึ่งในห้าชาม】
【พวกเขาก็ยังปฏิเสธกันทีละคน โดยบอกว่าตนไม่ได้รู้กฎเกณฑ์หรือวิธีการใด ๆ ที่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะโชคดีล้วน ๆ】
【พวกเขาคิดได้อย่างชัดเจนว่า ต่อให้มีอาหารบำรุงอย่างเพียงพอ ด้วยวัยเช่นนี้ก็คงไม่ช่วยอะไรแล้ว และยิ่งไม่มีทางฝึกยุทธ์จนหลุดพ้นจากสถานะบ่าวเลี้ยงหมูได้】
【อาหารสัตว์มีค่าแก่พวกเขาเพียงช่วยให้ได้ลิ้มรสของอร่อยเท่านั้น แต่พวกเขาย่อมแยกแยะได้ว่า ระหว่างความอยากกินกับชีวิต สิ่งใดสำคัญกว่ากัน】
【เจ้าสิ้นหวังกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง】
【ไม่กี่วันต่อมา กู้เอ้อร์โก่วก็มาหาเจ้ากะทันหัน】
【“อย่าคิดจะรู้กฎเกณฑ์ที่ทำให้หมูขนดำคลุ้มคลั่งเลย พวกเราบ่าววัยกลางคนหลายคนตกลงกันแล้วว่าจะไม่มีใครเปิดเผยเรื่องนี้ให้เจ้ารู้”】
【เจ้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ชวนให้สงสัย กู้เอ้อร์โก่วมาหาถึงที่ คงไม่ได้แค่ย้ำเรื่องนี้กับเจ้าแน่】
【เป็นดังที่คิด ไม่นานเขาก็เผยจุดประสงค์ออกมา】
【“ข้ารู้วิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เจ้าไม่ต้องเจอหมูขนดำคลุ้มคลั่งได้ในระดับหนึ่ง แต่เจ้าจะยอมจ่ายสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยนเล่า?”】
【เจ้าถามว่าเขาต้องการอะไร】
【เขาบอกว่าต้องการคำมั่นจากกู้หลี่】
【เจ้าพลันเข้าใจ สำหรับบ่าววัยกลางคนเหล่านี้ สิ่งที่เจ้ามีล้วนไม่มีความสำคัญ】
【แต่กู้หลี่ซึ่งตอนนี้เป็นบ่าวชั้นสอง และเป็นบุคคลสำคัญที่มีหวังจะได้เป็นบ่าวชั้นหนึ่งในอนาคต ย่อมช่วยเหลืออนาคตของพวกเขาได้มาก】
【เจ้าบอกเขาว่าจะเชิญกู้หลี่มาคุยกับเขาได้ แต่รับรองไม่ได้ว่ากู้หลี่จะตกลง】
【เขาบอกว่าแค่นั้นก็พอแล้ว】
【คืนนั้น กู้หลี่ได้พบกับกู้เอ้อร์โก่ว】
【เจ้าไม่ได้เข้าร่วมบทสนทนาของทั้งคู่ แต่รู้ดีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับกู้หลี่ เขามีโอกาสตอบตกลงสูงมาก】
【เป็นดังที่คาด ไม่นานนักบทสนทนาของทั้งสองก็จบลง】
【กู้เอ้อร์โก่วส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เจ้า วิธีที่ช่วยให้ไม่ต้องเจอหมูขนดำคลุ้มคลั่งได้ในระดับหนึ่งเขียนอยู่บนนั้น】
“เป็นกู้หลี่อีกแล้ว”
“ถ้าไม่มีพี่ชายคนสนิทอย่างกู้หลี่ ต่อให้กู้ฝานในร่างจำลองมีระบบ การจำลองครั้งนี้ก็คงไม่มีหวังเลยสักนิด”
“กู้หลี่ วางใจเถอะ รอฉันได้ดีเมื่อไร ฉันจะไม่ลืมนายแน่นอน”
กู้ฝานตัดสินใจแน่วแน่
แม้เขาจะไม่ใช่นักบุญ แต่ก็รู้จักตอบแทนบุญคุณ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความผูกพันฉันพี่น้องระหว่างเขากับกู้หลี่ที่มีมาหลายปี
【เจ้าไม่ได้เปิดกระดาษทันที แต่ถามกู้หลี่ว่าคำมั่นที่เจ้าตาเรียวขอจากเขาคืออะไร จะสร้างปัญหาใหญ่ให้เขาหรือไม่】
【กู้หลี่บอกเจ้าว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร】
【เพียงแต่กู้เอ้อร์โก่วมีความฝันอย่างหนึ่ง คือการสืบทอดวงศ์ตระกูล】
【ด้วยพรสวรรค์อันต่ำต้อยของบ่าวชั้นสาม ในตระกูลกู้จึงไม่มีโอกาสได้แต่งงาน】
【มีเพียงบ่าวชั้นสองขึ้นไปเท่านั้นที่เมื่ออายุ 20 ปี จะถูกบังคับให้แต่งงานหนึ่งครั้ง เพื่อให้มีทายาทที่มีสายเลือดโดดเด่นพอใช้】
【ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงรอจนอายุเกิน 60 ปี แล้วขอลาออกจากตระกูลกู้ จึงจะมีโอกาสแต่งภรรยาและมีบุตร】
【แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องมีบ่าวชั้นหนึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอย่างน้อยหนึ่งคน】
【คำมั่นที่เขาขอจากกู้หลี่ก็คือ หากตอนนั้นกู้หลี่ได้เป็นบ่าวชั้นหนึ่งแล้ว ก็ให้มาเป็นผู้ค้ำประกันให้เขา】
【เจ้ารู้สึกเลื่อมใสในความมุ่งมั่นของกู้เอ้อร์โก่ว】
【แต่ก็ยังคิดว่าเขาคงมีโอกาสไม่มากนัก เพราะตลอดเวลากว่า 20 ปี บ่าวชั้นสามมีโอกาสประสบเคราะห์ร้ายสูงเกินไป】
【เจ้าเปิดกระดาษที่กู้เอ้อร์โก่วทิ้งไว้ให้ บนนั้นเป็นตำรับยา ผงหมูคลั่ง】
【เมื่อเห็นสรรพคุณชัดเจน เจ้ายินดีอย่างยิ่ง】
【นี่คือตำรับยาที่เจ้าตามหามาตลอด เป็นยาที่กระตุ้นให้หมูขนดำคลุ้มคลั่งได้ด้วยตนเอง】
【ขอเพียงปรุงมันขึ้นมาได้ เจ้าก็อาจกำจัดกู้เทาผู้มีตาเรียวได้】
【ตามความตั้งใจเดิมของกู้เอ้อร์โก่ว เขาสังเกตว่าภายในหลายเดือนหลังจากหมูขนดำคลุ้มคลั่ง โอกาสที่พวกมันจะคลุ้มคลั่งอีกครั้งจะลดลงอย่างมาก】
【ขอเพียงกระตุ้นให้หมูขนดำคลุ้มคลั่ง แล้วหลบเลี่ยงพวกมันไป โอกาสที่จะพบหมูขนดำคลุ้มคลั่งในช่วงหลายเดือนต่อจากนั้นก็ย่อมน้อยนิด】
【แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเจ้าอีกต่อไป】
“ไม่คิดเลยว่ากู้ฝานในร่างจำลองจะโชคดีขนาดนี้ กู้เอ้อร์โก่วยังมีตำรับยาแบบนี้อยู่จริง ๆ ตามหามาตั้งนาน ที่แท้ก็ได้มาโดยไม่ต้องเปลืองแรงเลย”
กู้ฝานเองก็ตื่นเต้นขึ้นมา
【เจ้าเริ่มรวบรวมวัตถุดิบที่ต้องใช้ในตำรับยา】
【เจ้าพบว่าส่วนใหญ่เป็นของธรรมดา วัชพืชส่วนมากก็ขึ้นอยู่หลังคอกหมู เพียงแต่ต้องใช้ในปริมาณที่แม่นยำเท่านั้น】
【สิ่งเดียวที่ยุ่งยากอยู่บ้างคือมูลหมูขนดำเข้มข้นกับขนอ่อนบนหางกระต่ายยักษ์】
【กระต่ายยักษ์เองก็เป็นสัตว์อสูรลูกผสมชนิดหนึ่งที่เพาะเลี้ยงในลานเลี้ยงสัตว์ เมื่อโตเต็มวัยจะหนักถึง 40-50 ชั่ง อีกทั้งขนกระต่ายทั่วร่างยังมีมูลค่าไม่น้อย】
【แต่เรื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้ยากเกินมือเจ้า】
【เจ้าใช้เวลา 7 วัน ในที่สุดก็รวบรวมมูลหมูได้มากพอ และสกัดออกมาเป็นมูลเข้มข้น】
【ส่วนขนอ่อนบนหางกระต่ายยักษ์ กู้หลี่ก็ช่วยหาให้เจ้าได้】
【เจ้าเริ่มปรุงยา】
【เจ้าปรุงผงหมูคลั่งสำเร็จ】
