เฉินต้าจ้วงเองก็ตะลึงกับจินตนาการอันพิสดารของแม่ อ้าปากค้างอยู่นานจนพูดไม่ออก
หลินเจี้ยนกั๋วรู้ว่าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว จึงรีบหิ้วถุงใหญ่ถุงเล็กพรวดเข้ามา “แม่พูดอะไรเนี่ย? ธุรกิจที่ผมทำกับต้าจ้วงถูกกฎหมายทั้งนั้น!”
ซูหรงหรงเองก็ตกใจกับภาพตรงหน้าไม่น้อย รีบปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย แล้วลดเสียงลงพูดว่า “ทำธุรกิจถูกกฎหมายอะไรถึงได้เงินมากมายขนาดนี้? เพิ่งจะได้ใช้ชีวิตดี ๆ เองนะ เลิกหาเรื่องใส่ตัวได้ไหม?”
แม่คว้าไม้กวาดที่พิงอยู่ตรงมุมกำแพงขึ้นมา สีหน้าไม่เป็นมองหลินเจี้ยนกั๋ว
ท่าทางเหมือนพร้อมจะลงไม้ลงมือทันทีหากพูดกันไม่รู้เรื่อง
หลินเจี้ยนกั๋วได้แต่ถอนหายใจ แล้วเล่าเรื่องที่เคยหลอกเฉินต้าจ้วงไปก่อนหน้านี้ซ้ำอีกรอบ
“พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่มีคนไปร้องเรียน ทางการก็ไม่เข้ามายุ่ง แต่ถ้านายทำตัวเด่นเกินไปจนชาวบ้านไปแจ้งความ วันหน้าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีใครรับรองได้”
พูดจบ หลินเจี้ยนกั๋วก็เอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “เพราะงั้น เรื่องนี้ให้คนในบ้านรู้ก็พอ อย่าเอาไปพูดข้างนอกอีก แล้วก็ต้าจ้วง อาเต๋อเฉียง พวกคุณต้องจำเรื่องนี้ไว้ด้วย”
เฉินต้าจ้วงเตรียมใจไว้พร้อมแล้ว หลินเจี้ยนกั๋วยังพูดไม่ทันจบ เขาก็กล่าวอย่างจริงจังว่า “เจี้ยนกั๋ว ฉันไม่ได้พูดอะไรสักคำ แม้แต่พ่อฉันก็ยังไม่ได้บอก”
หลินเจี้ยนกั๋วยิ้ม พลางตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนจะฝืนยิ้มให้อาเฉินเต๋อเฉียง “อาเต๋อเฉียง ไม่ต้องห่วงครับ ในเมื่อผมตัดสินใจชวนพี่ต้าจ้วงมาทำด้วยกัน ต่อไปผมมีเนื้อกิน พี่เขาก็ต้องมีน้ำแกงกินด้วย”
