“รู้หรือไม่ว่าบัดนี้ผู้ใดพำนักอยู่ในตำหนักเย็น?” พระอัยยิกาถามกลับ สีพระพักตร์คล้ายกำลังหวนรำลึกถึงเรื่องใดบางอย่าง
เสิ่นซื่อพยักหน้า เมื่อนึกถึงเรื่องนั้นขึ้นมาได้ “ผู้ที่พำนักอยู่คือชิงเฟย พระสนมคนโปรดของไท่ซ่างหวงในอดีตเพคะ”
“ถูกต้อง คนอื่นรู้เพียงว่านางเป็นพระสนมคนโปรดของไท่ซ่างหวง แต่ไม่รู้ว่าข้ากับนางเคยรักใคร่ดุจพี่น้อง นางยืมมือผู้อื่นมาทำร้ายข้า ก็เพราะต้องการให้ข้ารู้ว่าเรื่องในคราวนั้นยังไม่จบ”
พระอัยยิกาเสด็จขึ้นเกี้ยว แล้วทรงให้นางขึ้นไปด้วย
เสิ่นซื่อได้รับการประคองขึ้นไปนั่ง “ชิงเฟยถูกส่งไปตำหนักเย็นแล้ว จะอาศัยมือข้ามาทำร้ายพระอัยยิกาได้อย่างไรเพคะ?”
“ต้องมีคนช่วยนางอยู่เบื้องหลังแน่” พระอัยยิกาผ่านคลื่นลมมานับไม่ถ้วน เรื่องเช่นนี้ทอดพระเนตรเพียงปราดเดียวก็ทรงมองออก
เสิ่นซื่อนึกถึงท่าทีของหนิงหรูเสวี่ยในท้องพระโรง นางมั่นใจนักว่ามีคนทำอะไรบางอย่างกับคัมภีร์ คงต้องรู้เรื่องอยู่บ้างเป็นแน่
“อาจเป็นหนิงกุ้ยเฟยเพคะ อีกทั้งไม้กฤษณาที่พระอัยยิกาพระราชทานให้ข้า กับบุหงันสงบจิตที่จุดอยู่เป็นประจำในห้องของพระอัยยิกา อาจทำปฏิกิริยากัน สูดดมนานเข้าจะกลายเป็นพิษ ต้องให้หมอหลวงตรวจสอบเพคะ”
นางรีบเอ่ยข้อสงสัยของตนออกมา เรื่องนี้รอช้าไม่ได้
พระอัยยิกาทอดพระเนตรนางอย่างประหลาดพระทัย “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม้กฤษณากับบุหงันสงบจิตในห้องข้าทำปฏิกิริยากัน?”
พระอัยยิกาทรงพบว่าหญิงสาวที่แต่ก่อนดูโง่งมผู้นี้ ดูเหมือนจะฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว
“ข้า...ข้าเคยเห็นเรื่องเช่นนี้มาก่อน ตอนอยู่บ้านมีมามาคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายมารดาเคยบอกว่า ห้ามสูดดมไม้กฤษณากับบุหงันสงบจิตพร้อมกัน นานวันเข้าจะกลายเป็นพิษเพคะ”
