ร่างเล็กของเสิ่นซื่อสั่นระริก ทั้งที่น้ำเสียงของฝ่าบาทยังคงสงบนิ่ง แต่นางกลับรู้สึกว่าพระองค์กำลังดุนาง
แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี นางก็เงยหน้าขึ้นจ้องฝ่าบาท “เช่นนั้น...ถ้าหากทำให้เซี่ยเชวียซานกระทำผิด เป็นความผิดใหญ่หลวงอย่างไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินและไม่กตัญญูต่อบิดามารดา จนทุกคนรู้ว่าเขาทำผิดต่อข้า เช่นนี้ข้าก็สามารถหย่าร้างได้ใช่หรือไม่?”
เช่นนั้นยังฆ่าเขาทิ้งได้อีกด้วย
นางจ้องฝ่าบาทด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง ต้องเป็นเช่นนี้แน่ ฝ่าบาทกำลังบอกใบ้ให้นางฉลาดขึ้นต่างหาก
สายตาเย็นชาของกู้ลิ่งอวิ๋นทอดลงบนใบหน้าที่ตั้งใจขอคำชี้แนะของนาง พระองค์มิได้ปฏิเสธคำพูดนั้น “เข้ามา”
เสิ่นซื่อตื่นเต้นขึ้นมาทันที รีบยกชายกระโปรงแล้วโผเข้าสู่อ้อมพระอุระของฝ่าบาท
“ให้เข้ามา เจ้าก็โผเข้าหาเราเลยหรือ?” กู้ลิ่งอวิ๋นประคองเอวนาง ฝ่ามือสัมผัสกับเรือนกายบอบบางนุ่มนวลได้อย่างพอดี ทว่าพระพักตร์ยังคงเย็นชา
เสิ่นซื่อชะงักไป หรือมิใช่เช่นนั้น? ดวงตากระจ่างชุ่มชื้นของนางจับจ้องพระองค์ด้วยความหวั่นเกรงว่าจะล่วงเกินเบื้องสูงอีก “ฝ่าบาท...ไม่อยากกอดซื่อซื่อบ้างหรือเพคะ?”
“แต่ข้าอยากกอดฝ่าบาท ฝ่าบาทเพิ่งเมินข้าไปตั้งนาน เข่าข้าเจ็บเหลือเกิน”
นางเอ่ยพลางทำสีหน้าคับข้องใจ แล้วจับพระหัตถ์ฝ่าบาทมาวางบนเข่าของตน แม้จะมีชายกระโปรงหลายชั้นกั้นอยู่ ก็ยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือบุรุษ
นางช่างชำนาญการออดอ้อนและแสร้งว่าง่ายเสียจริง จงใจแนบชิดฝ่าบาท แล้วดวงตาก็แดงก่ำขึ้นอีกครั้ง
กู้ลิ่งอวิ๋นใช้นิ้วบีบกระดูกหัวเข่าของนาง น้ำหนักในอ้อมพระอุระแทบจะเบาจนมิอาจรู้สึกได้ ร่างนางผอมบางอ่อนนุ่ม รูปร่างอรชรงดงาม
“เลิกกระโปรงขึ้น เราจะดู”
