“บางทีอาจเป็นเพราะฉันเลือกใช้คำไม่เหมาะ” เซินเยี่ยนไม่สนใจท่าทีลนลานของเธอเลย เขาค่อย ๆ โน้มตัวลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนแผ่คลุมข้างหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำ แฝงความอ่อนหวานและชวนให้หลงใหล “ฉันอ่านหนังสือมาไม่มาก งั้นขอเปลี่ยนเป็นสำนวนหนึ่งแล้วกัน คืนนั้นเราคงหลับนอนกันอย่างถึงพริกถึงขิงตลอดทั้งคืน”
ถ้อยคำนั้นพ่วงเอาลมหายใจอุ่นร้อนจากริมฝีปากและฟันของเขา พุ่งตรงเข้าสู่ใบหู ความรู้สึกวาบหวามแผ่ซ่านไปตามแก้วหู ยุนซูแทบขาอ่อนจนยืนไม่ไหว
“น้องยุนซูคิดว่าสำนวนนี้ใช้ได้ตรงความหมายหรือเปล่า”
น้ำเสียงของเขาใสกระจ่างและอ่อนโยน รูปลักษณ์ก็เป็นคุณชายหน้าตาหล่อเหลา สุภาพอ่อนโยน ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมาแต่ละคำกลับเร่าร้อนจนแผดเผา
คำว่า “ถึงพริกถึงขิง” ค่อย ๆ กลิ้งผ่านปลายลิ้นของเขา พันเกี่ยวใบหูของเธอด้วยความกำกวมชวนคิด ความวาบหวามสายหนึ่งแล่นจากหนังศีรษะลงไปจนถึงปลายเท้า
หางตาของยุนซูแดงเรื่อขึ้นมา อยากยื่นมือไปปิดหูตัวเองเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ไม่กล้าเงยหน้ามองเขาเลย ทำได้เพียงเค้นเสียงออกมาจากไรฟันอย่างยากลำบาก “ฉัน…ฉันก็ไม่เก่งวิชาภาษาไทยเหมือนกัน…”
เซินเยี่ยนราวกับเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอเสียอาการ จึงถอยห่างออกไปเล็กน้อย น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นห่วงใยในฉับพลัน “น้องยุนซู ไม่เป็นอะไรใช่ไหม ดูสิ เธอแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว”
“...ไม่เป็นไร”
ในใจเธอคิดเพียงอยากหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย หอบหายใจแรง มือทั้งสองข้างกำชายกระโปรงอย่างกระสับกระส่าย หน้าอกขยับขึ้นลงตามลมหายใจถี่รัว ส่วนโค้งเว้ายิ่งดูเต็มอิ่ม ราวกับลูกท้อสุกงอมที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม ส่วนตัวเธอเองกลับยังไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยสักนิด
