“สตรีที่สวมผ้าคลุมหน้า อายุราวยี่สิบปีได้กระมัง ส่วนชื่อแซ่ของนาง พวกเราไม่ทราบ นางให้เงินมาไม่น้อย คงเป็นคนจากตระกูลร่ำรวย”
“ยังมีอะไรอีกหรือ?”
“ไม่มีแล้ว ข้ารู้เพียงเท่านี้ ขอร้องพวกท่านปล่อยพวกเราไปเถิด ข้ายินดียกเงินทั้งหมดให้พวกท่าน!”
มือสังหารหลายคนวิงวอนขอชีวิตจากใจจริง พวกเขาหวาดกลวิธีของคนบ้านนี้จนขวัญหนีดีฝ่อ คาดว่าต่อให้ถูกทางการสอบสวน ยังไม่น่ากลัวถึงเพียงนี้
“ท่านพ่อ นอกจากตระกูลเจียงแล้ว ท่านแม่ก็ไม่รู้จักตระกูลร่ำรวยใดอีก ท่านว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือสตรีที่เจียงจู้พากลับมาหรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าซักจากปากมือสังหารไม่ได้ชื่อของจินเซวียน หลิวเจียเหอจึงเอ่ยข้อสันนิษฐานของตนให้โจวเฉิงอวี้กับคนอื่นฟังโดยตรง
“แต่ข้ากับสตรีผู้นั้นแทบไม่ได้พูดคุยกัน ทั้งไม่เคยล่วงเกินนาง ข้าก็หย่าขาดกับเจียงจู้แล้ว เหตุใดนางยังทำเช่นนี้อีก?
เจียเหอ เรื่องนี้คงไม่ใช่นางกระมัง หรือจะมีผู้อื่นอีก...”
หลิวอาเฉียวขมวดคิ้ว
จนถึงบัดนี้ นางแทบไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับจินเซวียน จึงไม่รู้จักสตรีผู้นี้และไม่เข้าใจว่าเหตุใดจินเซวียนจึงคิดทำร้ายนาง
หลิวเจียเหอรู้ดีว่ามารดามีนิสัยใจดี จึงอดทนอธิบายว่า “ท่านแม่ ท่านเป็นภรรยาเก่าของเจียงจู้ เป็นเสี้ยนหนามตำตานาง
ใครจะรู้ว่าเจียงจู้เกิดคิดอยากให้ท่านกลับไปอีกหรือไม่ แล้วนางรู้เข้า จึงคิดทำลายโฉมท่าน หากไม่ใช่นางแล้ว ท่านเคยล่วงเกินสตรีคนใดที่มีเงินจ้างมือสังหารได้หรือ?”
“เรื่องนี้...”
หลิวอาเฉียวเอ่ยอย่างฉงน พลางนึกย้อนถึงวันวานในหมู่บ้านถงซี นางแทบไม่เคยมีเรื่องกับใคร หากมีก็เป็นเพียงช่างปักผ้าบางคนที่ทำงานร่วมกัน ซึ่งมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอยู่บ้าง
