“พวกเจ้าขายแพงกว่าทองคำเสียอีก นี่คิดจะปล้นกันหรือไร!”
พ่อบ้านหวังได้ยินราคา ก็หันไปตำหนิเสี่ยวเอ้อด้วยความเดือดดาลทันที
เขาไม่เคยออกไปซื้อเสื้อผ้าเอง จึงคิดมาตลอดว่าเสื้อผ้าดี ๆ อย่างมากก็ราคาไม่กี่สิบตำลึง ทว่าร้านนี้กลับเรียกราคาถึงสามร้อยตำลึง!
มิใช่ว่าพวกเขาจ่ายไม่ไหว แต่ทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิตก็มีเพียงเท่านี้
“หากท่านลูกค้าไม่คิดจะซื้อ ก็วางเสื้อผ้าแล้วออกจากร้านไปได้ ร้านของเราค้าขายอย่างสุจริต ติดป้ายราคาไว้อย่างชัดเจน ทั้งยังมีชื่อเสียงดี ขอท่านอย่าได้กล่าววาจาดูหมิ่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเสี่ยวเอ้อก็มืดครึ้มลง
ผู้ที่มาจับจ่ายในหอจินจิ่นล้วนเป็นผู้มีอำนาจและฐานะ ราคานี้แม้จะแพง แต่ก็ช่วยเชิดชูฐานะของผู้สวมใส่
คนตรงหน้าพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกรังเกียจ
“หึ แพงถึงเพียงนี้ พวกเราไม่ซื้อหรอก ไปกันเถิด!”
พ่อบ้านหวังเองก็อัดอั้นใจ จึงเอ่ยเรียกหลิวอาเฉียวและคนอื่น ๆ ให้กลับทันที
แต่หลิวอาเฉียวกับพวกนางจะยอมไปได้อย่างไร?
หลิวเจียเหอยิ้มเย็นพลางกล่าวว่า “พวกท่านมิใช่บอกว่าจะชดเชยให้ท่านแม่ของข้าหรือ? ในเมื่อท่านแม่ของข้าชอบเสื้อตัวนี้ เหตุใดพวกท่านจึงไม่ซื้อให้? ไม่ซื้อก็แปลว่าไม่รักท่านแม่ของข้า”
“แพงเกินไปแล้ว! ลูกสาว หลานสาว พวกเราไปซื้อที่อื่นเถิด ที่อื่นใช้เงินสามสิบตำลึงก็ซื้อได้ตั้งหลายชุด”
พ่อบ้านหวังมองหลิวเจียเหอและคนอื่น ๆ อย่างกระอักกระอ่วน
แม่นมตู้ช่วยเกลี้ยกล่อม “ใช่แล้ว ไปที่อื่นกันเถิด พวกเราไม่มีกำลังซื้อของที่นี่จริง ๆ”
