ไม่นาน ฮ่องเต้หย่งคังก็ส่งแม่นมคนหนึ่งไปค้นตัวหลิวเจียเหอกับมารดาและบุตรสาว ผลปรากฏว่าแม่นมกลับออกมาทันที โดยไม่พบปิ่นปักผมแม้แต่ชิ้นเดียว
“เป็นไปได้อย่างไร! ทั้งที่...”
ขันทีเจิงตกตะลึง เกือบหลุดปากพูดออกไปว่าทั้งที่นางเป็นคนเลือกปิ่นด้วยตนเอง แต่พอพูดไปได้ครึ่งหนึ่งก็รู้ตัวว่าไม่ควร จึงรีบยกมือปิดปากตนเอง
“ทั้งที่อะไรหรือ ขันทีเจิง ยังมีสิ่งใดจะกล่าวอีก?”
หลิวเจียเหอมองนางพลางหัวเราะเยาะ
“ข้า...”
ขันทีเจิงอ้าปากค้าง เมื่อเห็นสายตาของฮ่องเต้และคนอื่น ๆ สุดท้ายก็หมดเรี่ยวแรงจะโต้แย้ง
แม่นมที่ตรวจค้นเป็นคนที่ฮ่องเต้แต่งตั้ง หรือเขายังกล้ากล่าวหาว่าฮ่องเต้ทรงปกป้องอีกฝ่ายหรือ?
ต่อให้ฮ่องเต้ทรงปกป้องจริง เขาก็มีแต่ต้องยอมรับชะตากรรม
ทว่าเขาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ทั้งที่เห็นนางหยิบปิ่นของไท่เฟยหลี่จากห้องเก็บของ เหตุใดจึงค้นไม่พบ?
หรือว่า...นางโยนมันทิ้งไปแล้ว?
ใช่แล้ว!
ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ระหว่างที่เขาไล่ตามพวกนาง อีกฝ่ายคงหวาดกลัวจึงโยนปิ่นทิ้ง
เฮ้อ เหตุใดเขาจึงนึกไม่ถึงกันนะ บัดนี้เสียหน้าครั้งใหญ่ ทั้งยังพลอยทำให้ไท่เฟยเดือดร้อนอีก
เขาหารู้ไม่ว่าหลิวเจียเหอมิได้โยนปิ่นทิ้ง หากแต่เก็บซ่อนไว้ในมิติ
ฮ่องเต้หย่งคังทรงกริ้วเป็นอย่างยิ่ง จึงเสด็จไปยังตำหนักของไท่เฟยหลี่พร้อมกับหลิวเจียเหอและคนอื่น ๆ ด้วยพระองค์เอง
ไท่เฟยหลี่เป็นสตรีของฮ่องเต้องค์ก่อน ฮ่องเต้หย่งคังจึงยังทรงให้เกียรตินางอยู่บ้าง ทว่าถ้อยคำที่ตรัสออกมาก็แฝงคำเตือนถึงนางอย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดไท่เฟยหลี่ก็ทำได้เพียงกล่าวขอโทษหลิวเจียเหอและคนอื่น ๆ อีกทั้งยังให้นางเลือกสิ่งของในห้องเก็บของของตนได้
