ค่ำคืนในเมืองหมิงไห่
ฝนตกหนักกระหน่ำลงมา ท่ามกลางม่านฝน มีเงาร่างหนึ่งนอนขดตัวอยู่ข้างถังขยะริมทาง ปล่อยให้สายฝนรดรินลงบนใบหน้าอันอิดโรย
“นับวันยิ่งปวดร้าว...”
หลินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก
อาการบาดเจ็บทั่วกายมักปะทุขึ้นเวลาเกิดพายุฝน มันคือความเจ็บปวดที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการถึง ปวดลึกถึงขั้นไขกระดูก
สองปีก่อน เขาคุมทีมไปปฏิบัติภารกิจลับสุดยอดที่ต่างประเทศ แต่กลับมีข่าวกรองรั่วไหล สหายร่วมรบเสียชีวิตหมดสิ้น มีเพียงเขาที่ฝ่าเอาชีวิตรอดออกมาได้เพียงลำพัง แลกมาด้วยพลังฝีมือสูญสลายสิ้น และสังขารเต็มไปด้วยบาดแผล
ต่อมา หลินเฟิงได้เบาะแสว่า ต้นตอของข้อมูลรั่วไหลอยู่ที่เมืองหมิงไห่
เขาจึงย่องเข้ามายังหมิงไห่อย่างเงียบเชียบ เพื่อสืบหาร่องรอยผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้ข่าวกรองรั่วไหลเมื่อครั้งนั้นอย่างลับ ๆ
แต่ตลอดสองปีมานี้ ภัยแทรกซ้อนภายในร่างได้ทำลายเรือนกายเขาจนย่อยยับ ถึงตอนนี้ แม้แต่จะเดินยังยากลำบากอย่างยิ่ง ไม่ต้องเอ่ยถึงการสืบหาความจริงเลย
หลินเฟิงรู้ดีแก่ใจว่า อีกไม่นาน อาการบาดเจ็บที่สะสมในตัวจะปะทุเต็มที่ และพรากชีวิตเขาไปในที่สุด ให้ตายลงในมุมสกปรกที่อบอวลด้วยกลิ่นขยะเหม็นเน่านี้
“ถุย ไอ้ขอทานมาจากไหน สกปรกชะมัด ไสหัวไปไกล ๆ เลย!”
“จริงเลย ยุคนี้สมัยนี้ยังจะมีพวกยาจกสกปรกอีก น่าขยะแขยงตาย”
ผู้คนที่วิ่งหลบฝนบนถนน เห็นหลินเฟิงอยู่ข้างถังขยะ ต่างพากันแสดงสีหน้ารังเกียจ หลบเลี่ยงอย่างสุดตัว
ฟังคำด่าทอข้างหู ริมฝีปากหลินเฟิงผุดยิ้มขมขื่น
เขาเคยเอาชีวิตเข้าแลกนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อปกป้องความรุ่งเรืองและแสงไฟระยิบระยับแห่งมหานครหมื่นแห่ง ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือการทรยศและคำเหยียดหยาม...
ยอดหัวหน้ามังกรพยัคฆ์ผู้เกรียงไกรในสมรภูมิรบ ณ บัดนี้กลับต้องประคองร่างพิการซูบผอม เยี่ยงหนูข้างถนน คุ้ยขยะประทังชีวิตไปวัน ๆ
ทันใดนั้น ในตรอกม่านฝนก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งกระหืดกระหอบดังมา
หลินเฟิงหันมอง ก็เห็นหญิงงามผู้หนึ่งกำลังวิ่งด้วยท่าทางตื่นตระหนก ไม่ว่าจะหน้าตาหรือทรวดทรง ล้วนเป็นยอดหญิงที่ชายใดต่างฝันใฝ่
เพราะฝนตก ชุดกระโปรงสั้นสีม่วงที่หญิงสาวสวมใส่จึงเปียกชุ่มแนบแน่นไปกับเรือนร่าง กลายเป็นเนื้อผ้ากึ่งโปร่งแสง เผยให้เห็นเรือนร่างอันเย้ายวนราวมารร้ายให้ประจักษ์แก่สายตา กระทั่งยังมองเห็นเสื้อชั้นในลูกไม้สีดำที่รองรับความอวบอิ่มได้อย่างชัดเจน
“คนสวย ฝนตกหนักอย่างนี้จะไปไหนจ๊ะ”
หลังจากหญิงสาวเดินเข้ามาได้ไม่นาน พวกนักเลงหัวไม้หลายคนที่จอดรถตู้คันหนึ่งไว้ริมทาง ก็ดับก้นบุหรี่ เปิดประตูรถลงมาขวางเธอไว้ สายตาจ้องมองเรือนร่างที่พลิ้วไหวไปตามสรีระของหญิงสาวอย่างละโมบ
“พวกอันธพาล ไสหัวไปให้พ้น!”
หญิงสาวมีแววตาเย็นชา พลางตวาดใส่พวกนักเลงด้วยสีหน้ารังเกียจ เพียงแต่บนใบหน้าเย็นชาของเธอ ยังเจือไปด้วยความแดงระเรื่อที่ผิดปกติ
“โอ้โห ปากดีจังนี่!”
หัวหน้าคือชายฉกรรจ์หัวโล้นมีแผลเป็นบนใบหน้า เมื่อได้ยินหญิงสาวตวาด กลับไม่ยอมถอย มุมปากแฝงรอยยิ้มเย้ยหยัน แววตายียวน โบกมือพลางว่า “พวกมึง ลงมือได้ เถ้าแก่ซูสั่งไว้ ถูกล้วงเสื้อผ้านังนี่ออกมา ถ่ายรูปไว้ ให้ค่าตอบแทนสองแสน ถ้าจัดการยัยนี่เสร็จ อัดคลิปให้ ให้ค่าตอบแทนหนึ่งล้าน”
ได้ยินดังนั้น พวกนักเลงที่เหลือก็พลันมีแววตาเป็นประกาย แล้วกรูเข้าไปหาหญิงสาว
“พะ...พวกมึงจะทำอะไร ฉันเตือนไว้ก่อนนะ ถ้าบังอาจมั่ว ฉะ...ฉันจะแจ้งตำรวจ...”
เมิ่งชิงเหยาเห็นอีกฝ่ายรุมเข้ามาล้อม ก็พลันตื่นตระหนก
“หึ ๆ คนสวย จะขู่ใครกัน ใครบ้างไม่รู้ว่าตระกูลซูในหมิงไห่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จข้างเดียว นึกว่าการแจ้งตำรวจจะได้ผลหรือไง”
“ใช่ละ จะโทษก็โทษที่มึงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปขัดใจเถ้าแก่ซูเข้า!”
พวกนักเลงพูดพลางรุกเข้าไป ยื่นมือออกมาฉีกกระชากกระโปรงสั้นของเมิ่งชิงเหยาที่เปียกชุ่มออกเป็นชิ้นใหญ่ ปราดเดียวก็เห็นทิวทัศน์ขาวผ่อง
ภาพเช่นนั้นทำเอาพวกนักเลงเลือดสูบฉีดขึ้นมาทันที
“เชี่ย! ได้ชิมยัยคนสวยขั้นเทพแบบนี้ ตายก็คุ้ม! พวกมึง ฉุดมันขึ้นรถไป”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นเห็นฉากนั้นก็สุดจะทนไหว เอ่ยสั่ง
ขณะนั้น พวกนักเลงที่เหลือก็เริ่มเข้ากระชากแขนของเมิ่งชิงเหยาลงไปในรถตู้ คนหนึ่งในนั้นถึงขั้นหยิบมือถือขึ้นมาเปิดโปรแกรมกล้อง พลางยิ้มชั่วร้ายว่า “พี่ปา ทำดี ๆ นะ ข้าถ่ายคลิปไว้หมดแล้ว ถ้าเวลาน้อยไป เถ้าแก่ซูต้องหัวเราะเยาะพวกเราแน่”
“พูดมากนักรึไง รอให้ข้าเสร็จธุระก่อน พวกมึงค่อยตามขึ้นมา เถ้าแก่ซูสั่งไว้ ยิ่งยัยนี่ถูกทรมานให้ดูน่าสังเวชมากเท่าไหร่ ค่าตอบแทนก็ยิ่งมากเป็นทวีคูณ”
แผลเป็นบนหน้าชายฉกรรจ์หัวโล้นกระตุกเล็กน้อย เขาหัวเราะเย็นชา แล้วร้อนรนจนไม่อาจรอ รีบถอดหัวเข็มขัดกางเกงของตัวเอง
“ปล่อยฉันไปเถอะ ได้โปรดพวกคุณ ปล่อยฉันไปนะ...”
เมิ่งชิงเหยาถูกกระชากลากเข้ามาในรถตู้ ถึงตอนนี้นางหวาดกลัวจริง ๆ แล้ว เสียงสั่นเครืออ้อนวอน
“ปล่อยมึงเหรอ หึ ๆ ปล่อยมึง เถ้าแก่ซูจะปล่อยพวกข้าหรือ คนสวย พวกข้าก็แค่รับเงินมาทำงาน มึงอย่าถือสาพวกข้าเลย...”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นถูมือ สายตาจ้องเขม็งไปยังเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นดุจมารร้ายของเมิ่งชิงเหยา
“ช...ช่วยด้วย...”
เมิ่งชิงเหยาร้องตะโกนสุดเสียง แต่ก็ต้องจมดิ่งสู่ความสิ้นหวังอย่างรวดเร็ว
เพราะฝนตกหนัก ทำให้ทั่วทั้งถนนไร้ผู้คนตั้งนานแล้ว เสียงขอความช่วยเหลือของเธอถูกฝนห่าใหญ่กลบหายไปอย่างรวดเร็ว
หยาดน้ำตาคลุกเคล้าสายฝนไหลอาบข้างแก้มของเมิ่งชิงเหยาเป็นเม็ดใหญ่ นางรู้ดีว่าชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้าคืออะไร
แคว่ก!
ในตอนนั้น ชายฉกรรจ์หัวโล้นมีแผลเป็นคนเดิมก็ยื่นมือออกมาอีกครั้ง ฉีกกระโปรงยาวของเมิ่งชิงเหยาออกจนสิ้น เผยให้เห็นชุดชั้นในลูกไม้สีดำด้านใน พร้อมกับความอวบอิ่มที่แทบจะประคองไว้ไม่อยู่
“พี่ปา เดี๋ยวก่อน! มีคน!”
ระหว่างที่ชายฉกรรจ์หัวโล้นเตรียมจะลงมือขั้นต่อไป อันธพาลที่ถือโทรศัพท์ถ่ายคลิปก็เหมือนสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง จึงเอ่ยร้องขึ้น
“อืม?”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นที่ถูกขัดจังหวะระหว่างกำลังจะได้ดี มีน้ำเสียงไม่พอใจ “แม่งมีคนที่ไหน”
“มีคนจริง ๆ ตรงนั้นไง ข้างถังขยะ มีคนนอนอยู่!”
นักเลงกระจอกที่ถือมือถือถ่ายคลิปชี้ไปแล้วบอก
“แค่ขอทานข้างถนน จะไปสนมันทำไม”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นค่อนข้างหงุดหงิด
“พี่ปา ลืมแล้วหรือ เถ้าแก่ซูสั่งไว้ว่าเรื่องวันนี้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ห้ามให้คนนอกเห็น ไม่งั้นคงไม่จงใจให้พวกเราฉวยตอนฝนตกหนักจัดการเรื่องนี้ดอก ถ้าเถ้าแก่ซูไม่พอใจขึ้นมา พวกเราคงรับโทษของเถ้าแก่ซูไม่ไหวแน่”
นักเลงคนนั้นเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวัง
ฟังดังนั้น หัวหน้าชายฉกรรจ์หัวโล้นก็ใจเย็นลงบ้าง แต่พอถูกขัดจังหวะตอนกำลังจะได้ดี ในใจก็เต็มไปด้วยโทสะที่หาที่มาที่ไปมิได้
“แม่งซวยชิบหาย!”
ท่ามกลางความเดือดดาล สายตาของชายฉกรรจ์หัวโล้นก็จับจ้องไปยังหลินเฟิงข้างถังขยะ ที่เห็นชัด ๆ คือตอนนี้หลินเฟิงได้กลายเป็นเป้าหมายระบายอารมณ์ของชายฉกรรจ์หัวโล้นไปแล้ว
พูดพลาง ชายฉกรรจ์หัวโล้นก็ควักปืนพกออกมาจากใต้เบาะหลังของรถตู้ ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูอยู่
“เฝ้าอีนี่ไว้ให้ดี ข้าจะไปสับไอ้ตัวเกะกะนั่นเป็นชิ้น ๆ เอาไปให้หมากิน มาขัดจังหวะธุระสำคัญของข้า แม่งมันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”
ชายฉกรรจ์หัวโล้นทิ้งถ้อยคำดุดันหนึ่งประโยค แล้วจับดาบเดินมุ่งไปยังหลินเฟิง
“เฮ้อ!”
เห็นชายฉกรรจ์หน้าเหวอะกำลังเดินมาหาตัว หลินเฟิงก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างปลงอนิจจัง
เขาแต่เดิมไม่อยากยุ่งกับเรื่องสกปรกพวกนี้ ตลอดสองปี เขาได้เห็นด้านมืดของมนุษย์และเล่ห์เหลี่ยมสกปรกมามากมาย หมดแล้วซึ่งเลือดลมที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องความรุ่งเรืองของชุมชนคนธรรมดาอย่างในปีก่อน
ทว่าอีกฝ่ายดันหาเรื่องมาถึงตัวเขา
หลินเฟิงฝืนประคองร่างไว้ แล้วยืนขึ้นอย่างโซเซ มังกรสงครามในสมรภูมิ ต่อให้ใกล้ตาย เมื่อเผชิญข้าศึกที่รุกราน ก็ไม่มีวันหลบล่า
“เฮ้ย ไอ้ห่า ขอทานอย่างมึง ใครให้มึงกล้าลุกขึ้นมา หรือว่าจะลงไม้ลงมือกับข้าอย่างนั้นรึ”
เห็นร่างซูบผอมประหนึ่งคนป่วยของหลินเฟิง แม้ยืนยังไม่มั่นคง ชายฉกรรจ์หน้าเหวอะก็อดขำไม่ได้ โบกสะบัดดาบในมือพลางพูดเย้ยหยัน
พวกนักเลงที่เหลือซึ่งยืนดูอยู่ข้างหลัง พอเห็นภาพนั้นก็พลอยกลั้นไม่อยู่ พากันหัวเราะลั่น
หลินเฟิงไม่ตอบ เขามองผ่านม่านฝนไปยังแสงดาบที่เย็นเยียบซึ่งกำลังคืบคลานเข้าหาตัว แววตาค่อย ๆ เลื่อนลอยไป ขณะนี้ เขาคล้ายกลับไปยังสมรภูมิรบที่เคยอบอวลด้วยควันดินปืน มีซากศพกองเป็นภูเขา เลือดท่วมเป็นทะเล...