เหยียนซินไม่ได้สูญเสียความทรงจำในชาติก่อน
หลังคุณปู่จากไป นางสูญเสียคนที่รักและทะนุถนอมตนที่สุดในโลก จิตใจจึงหม่นหมอง อารมณ์ย่ำแย่ ไม่ใส่ใจกับเรื่องราวหลายอย่าง
ต่อมานางก็ล้มป่วยอีก
ด้วยเหตุนี้ ความทรงจำในช่วงสองสามปีนับจากคุณปู่เสียชีวิตจนถึงวันที่นางออกเรือนจึงพร่าเลือน
ไม่ใช่เพราะความจำเสื่อม แต่เพราะนางไม่เคยใส่ใจ เรื่องส่วนใหญ่จึงไม่ได้จดจำไว้
บัดนี้ผ่านไปอีกหนึ่งชาติ
เรื่องราวเหล่านั้นประหนึ่งบันทึกที่ถูกน้ำซึม มีเพียงรอยหมึกจาง ๆ ว่าเขียนอะไรไว้บ้างนั้น นางมองไม่เห็นชัดเจนเลย
เจียงยวนโจว ในชีวิตก่อนของนาง เป็นเพียงพี่ชายร่วมบิดาของสามี ไม่ค่อยได้พบหน้ากันนัก
เมื่อปั้นเซี่ยเอ่ยคำว่า “คุณชาย” ขึ้นมากะทันหัน เหยียนซินก็ชะงักไปเล็กน้อย
“เขามาเรียนแพทย์ที่ตระกูลเหยียน บรรดาคนรับใช้ต่างพูดกันว่าเขามาเพราะคุณหนูหก” ปั้นเซี่ยกล่าว
เหยียนซินขมวดคิ้ว “อย่างนั้นหรือ”
“เขาส่งของมาให้คุณหนูอยู่บ่อย ๆ ทั้งขนม เครื่องประดับอะไรพวกนั้น แต่คุณหนูไม่เคยรับเลยสักครั้ง ครั้งหนึ่งบ่าวรับไว้ คุณหนูก็ดุบ่าวเสียยกใหญ่ ทุกครั้งก็ส่งคืนหมด บ่าวเป็นคนเอาไปคืนเองนี่เจ้าคะ” ปั้นเซี่ยกล่าว
เหยียนซินหันไปมองปั้นเซี่ยอีกครั้ง
ปั้นเซี่ยเริ่มกระวนกระวาย “บ่าวพูดอะไรผิดหรือเจ้าคะ คุณหนู”
“ไม่ใช่” เหยียนซินกล่าว “แค่จู่ ๆ ฉันก็รู้สึกว่า ฉันเหมือนจะ...”
นางเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมตระกูลเจียงถึงอยากแต่งนางเข้าบ้าน
ช่างเหลวไหลสิ้นดี
ที่แท้ชีวิตของนางก็ถูกกำหนดได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
ตอนเที่ยง ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก
สายฝนช่วยคลายความอบอ้าวในเรือน อากาศจึงเย็นสบายขึ้น
อารมณ์ของเหยียนซินก็ดีขึ้นมากเช่นกัน
ไม่นานฝนก็หยุด
เมฆชั้นหนาสลายไป แสงตะวันเจิดจ้าสาดลงบนใบไม้เขียวชอุ่มในลาน ใบไม้ที่เปียกชุ่มรับแสงอาทิตย์จนเขียวมันวาว สดชื่นมีชีวิตชีวา
