เธอรู้ว่าตอนนี้ประเทศชาติอนุญาตให้ทำธุรกิจส่วนตัวได้แล้ว ข้างทางมีคนขายผลไม้ ขายเมล็ดแตงโม มีคนเข็นรถสามล้อขายซาลาเปาลูกโตด้วย แน่นอนว่ามีคนเอาราวเหล็กแขวนเสื้อผ้าขายด้วยเหมือนกัน
ซูอี้อันไม่เห็นด้วยนัก "เธอจะไปขายคนเดียวหรือ"
นับตั้งแต่ตกน้ำครั้งนั้นจินเล่อก็แทบไม่ออกนอกบ้าน ต่อให้ออกไปก็เอาแต่หุบปากแน่น ไม่พูดถ้าไม่จำเป็น ตอนนี้ขาเขาบาดเจ็บ ในสภาพนี้ก็คงไปเป็นเพื่อนเธอไม่ได้
ซูจินเล่อพยักหน้าหงึกหงัก "ฉันเอง"
เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ สาวบ้านอื่นอายุยี่สิบก็เข้าโรงงานทำงานกันแล้ว แต่เพราะเธอพูดติดอ่างเลยไม่ค่อยกล้าพบปะผู้คน พ่อแม่ก็สงสารไม่ยอมให้ออกไปทำงาน
นิสัยเธอบริสุทธิ์แถมถูกครอบครัวปกป้องไว้ดีเกินไป ต้องมารับความทุกข์ก็ตอนแต่งงานกับกู้จิ่งซิวนี่แหละ แต่หลังจากแต่งเป็นแม่บ้านแล้วเธอก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ในชาติก่อนฝันของเธอก็เรียบง่ายแค่นั้นเอง แค่เป็นภรรยาที่ดี แม่ที่ดีก็พอ
ตรงข้ามบ้านของเธอ ข้ามซอยไปสองซอยก็เป็นห้างสรรพสินค้า ตรงข้ามมีถนนเล็กๆ เส้นหนึ่ง ที่นั่นมีพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยเต็มไปหมด ซูจินเล่อตัดสินใจไปลองเสี่ยงโชคดูก่อน แต่พอเพิ่งก้าวพ้นประตูบ้าน ก็เห็นคนคนหนึ่งยืนพิงกำแพงอยู่ เป็นกู้จิ่งซิว
ซูจินเล่อเดินผ่านไปทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่แม้แต่จะชายตามองเขา
แต่จู่ๆ มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาคว้าเธอไว้ กู้จิ่งซิวพูดด้วยน้ำเสียงหนักๆ "ซูจินเล่อ ผมไม่รู้ว่าเธอมีอารมณ์รุนแรงขนาดนี้"
ซูจินเล่อจ้องเขม็งใส่เขา "ปล่อยสิ"
เธอแหงนหน้าขึ้น สายตาลุกเป็นไฟ ใบหน้าขาวเนียนแดงก่ำเพราะความโกรธ ดูแล้วคงเพิ่งร้องไห้มา ดวงตาสองข้างก็บวมเป่ง กู้จิ่งซิวมองเธอแล้วก็รู้สึกใจลอยไปชั่วขณะอย่างห้ามไม่อยู่
ตอนแรกที่เขาแต่งงานกับซูจินเล่อ ก็เป็นเพราะเธอมีส่วนคล้ายมู่ฉิงอยู่บ้างจริงๆ แต่เมื่อใช้ชีวิตด้วยกันมาหลายปีนี้ ที่จริงเขาก็แยกได้นานแล้วว่าลึกๆ แล้วนิสัยของทั้งสองคนนั้นไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักนิด
มู่ฉิงเป็นผู้หญิงที่เอาแต่ใจและดื้อรั้นมาก ฐานะทางบ้านดีแถมยังสวย จึงสมควรมีนิสัยเปิดเผยผึ่งผาย ส่วนซูจินเล่อนั้นตรงกันข้ามกับเธออย่างสิ้นเชิง เธออ่อนหวานและขี้ขลาด เพราะพูดติดอ่างเลยมักจะมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง
เธอเทิดทูนเขา พึ่งพาเขา และไว้วางใจเขา ถือเขาเป็นดั่งฟ้าชีวิตเลยทีเดียว
เกิดมาร่วมชีวิตกันมาชั่วชีวิตหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นท่าทียามเธอโมโห
"เล่อเล่อ..." กู้จิ่งซิวอดถอนหายใจไม่ได้ น้ำเสียงก็อ่อนลงมาหน่อย "เธอทำตัวดีๆ หน่อยสิ ผมจะแต่งกับเธออยู่ดี มู่ฉิงจะไปเมืองนอกแล้ว ที่ผมอยู่กับเธอก็แค่อยากเติมเต็มความเสียดายของตัวเองเท่านั้น เธอว่านอนสอนง่ายกว่านี้หน่อย"
ซูจินเล่อฉวยโอกาสนี้รีบดึงมือกลับมา เธอถอยหลังไปสองก้าว "ไม่เอา"
กู้จิ่งซิวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาบ้าง "เธอจะรู้จักโตขึ้นมาหน่อยได้ไหม ผมไม่มีเวลามาง้องอนเธอมากนักหรอก ไม่แต่งกับผมแล้วจะไปแต่งกับใคร ต่อให้เป็นกรรมกรธรรมดาๆ เธอลองดูสิว่าเขาจะยอมแต่งกับเธอไหม ถึงจะเรียนแบบมู่ฉิง ก็ต้องดูสถานะจริงของบ้านตัวเองก่อนนะ"
ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอพูดติดอ่างกระตุกกระตัก แค่พี่ชายที่เป็นตัวถ่วงของเธอนั่นคนเดียว ใครจะไปชอบครอบครัวแบบนี้ ชาติก่อนถ้าเขาไม่เลี้ยงดูเธอ เธอจะไปเอาชีวิตหรูหราอย่างคุณนายกู้มาจากไหน
ซูจินเล่อกัดริมฝีปากแล้วหันหลังเดินหนีไปทันที เธอพูดเป็นประโยคสมบูรณ์ไม่ได้สักคำ แถมยังไม่อยากทะเลาะกับเขาต่อด้วย
กู้จิ่งซิวตั้งท่าจะไปดึงเธอไว้โดยอัตโนมัติ เขาไม่ชอบให้เธอทำท่าทางเหมือนจะจากเขาไปอยู่ตลอด เธอเป็นภรรยาของเขา จะดื้อขนาดนี้ได้ยังไง
ซูจินเล่อหลบมือของเขา ระหว่างยื้อยุดถุงกระดาษคราฟท์ที่ถืออยู่ก็ถูกดึงหลุดตกลงพื้น เผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวโผล่ออกมาครึ่งตัว
"นี่แก!" ซูจินเล่อทั้งโกรธทั้งร้อน พูดอะไรไม่ออกเลย รีบเก็บเสื้อเชิ้ตขึ้นมาเพราะกลัวโดนดินเปื้อน
สายตาของกู้จิ่งซิวตกลงบนเสื้อเชิ้ตตัวนั้น ในแววตาค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้ม "ของขวัญให้ผมนี่นา"
เสื้อเชิ้ตตัวนี้เขายังจำได้ เป็นของขวัญที่เธอให้เขาในวันที่สองหลังจากหมั้น ใส่แล้วพอดีตัวมาก เขาก็ชอบมากเช่นกัน ก็ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งรู้ว่าภรรยาของตนนั้นตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นด้วย
หลังจากนั้นเป็นช่วงเวลานานทีเดียว เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ตั้งแต่ภายในจนภายนอกล้วนเป็นฝีมือเธอทั้งสิ้น เขาเสพสุขจากความรักของเธออย่างสบายใจ จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนพูดด้วยความบังเอิญว่า ภรรยาของศาสตราจารย์กู้ไม่เพียงแต่สวยยังสุขุมอีกด้วย ช่างเป็นภรรยาในฝันของผู้ชายทุกคนจริงๆ
เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ซูจินเล่อไม่ค่อยออกนอกบ้าน เขาไม่ชอบให้ผู้ชายคนอื่นจับจ้องมองเธอ ดังนั้นกลับไปก็ดุเธอด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองว่า "ต่อแต่นี้ไปอย่าตัดเสื้อผ้าตามใจอีกเลย จะเอาเวลาไปเสียเปล่ากับเรื่องไร้สาระแบบนี้ทำไมกัน ห้างสรรพสินค้าไม่มีเสื้อผ้าขายรึไง"
นับจากนั้นเธอก็แทบไม่ตัดเสื้อผ้าให้เขาอีก
คิดมาถึงตรงนี้ กู้จิ่งซิวก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ เขาปล่อยมือเธอ แล้วล้วงเอาเงินสิบหยวนจากกระเป๋ามายัดใส่มือซูจินเล่อ "ผมรู้ว่าเธอมีอารมณ์ แต่เธอก็น่าจะรู้ว่าผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้น ที่บอกว่าจะแต่งกับเธอก็ต้องแต่งแน่ แต่ครั้งนี้เธอต้องรอผมหนึ่งปี มู่ฉิงอีกปีเดียวก็จะไปเมืองนอก เงินสิบหยวนนี้เอาไปใช้ก่อนเถอะ ทางบ้านเธอลำบาก ตัวเองก็ซื้อของกินบำรุงบ้าง..."
เขาคิดว่าตัวเองยอมอ่อนข้อให้มากพอแล้ว ซูจินเล่อตอนนี้ดูมีชีวิตชีวาที่อธิบายไม่ถูกมากกว่าตอนนั้น ดูเหมือนไม่ใช่เธอแต่ก็ยังเป็นเธอ เขาอดไม่ได้ที่จะชอบใจคนแบบนี้อยู่บ้าง
"ไม่!" ซูจินเล่อขว้างเงินคืนให้เขาอย่างรังเกียจ เก็บเสื้อเชิ้ตใส่ถุงอย่างรวดเร็ว แล้วหันหลังจากไปโดยไม่ยอมพูดกับเขาอีกแม้แต่คำเดียว
คราวนี้กู้จิ่งซิวไม่ได้ขวางไว้ ได้แต่มองแผ่นหลังที่จากไปของเธอนิ่งๆ ครู่หนึ่งก็หัวเราะเหอะในลำคอว่า "ก็ไซส์ของผมชัดๆ"
... ...
ซูจินเล่อในตอนแรกแค่วิ่งเหยาะๆ ต่อมาก้าวขายาวขึ้นมาก ยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว วิ่งติดต่อกันมาจนถึงหน้าประตูบ้านถึงหยุด
เธอยืนนิ่งอยู่สักพัก เนิ่นนานทีเดียวถึงสูดจมูกฟุดฟิดแล้วใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้ง พร้อมกับด่าเบาๆ คำหนึ่งว่า "โง่ชะมัด"
ไม่รู้ว่าด่าตัวเองหรือด่ากู้จิ่งซิว
เสื้อเชิ้ตถูกดึงจนยับไปหน่อย เอาไปขายทั้งอย่างนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ ดังนั้นซูจินเล่อเลยต้องกลับเข้าบ้านไปรีดเสื้ออีกรอบ เพราะกลัวจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงเอาไม้แขวนเสื้อมาแขวนตากไว้ข้างนอก
ซูอี้อันมองลอดหน้าต่างออกมา แล้วเอ่ยถามเสียงดังว่า "เล่อเล่อ กลับมาแล้วเหรอ"
นี่พึ่งผ่านไปแค่สิบนาทีได้ เขาเดาว่าน้องสาวคงไม่กล้าไปเอง
ซูจินเล่อทำใจให้สงบลงก่อนถึงตอบ "เสื้อมันยับๆ หน่อยน่ะ ฉันจัดการอีกนิด"
ภายใต้แสงแดด เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นดูดีมาก ซูอี้อันมองดูอยู่สักพักก็ยิ้มอ่อนๆ ฝีมือการทำเสื้อของน้องสาวเขานั้นดีจริงๆ เสียดายพี่ชายอย่างเขายังไม่มีโอกาสได้ใช้ เมื่อก่อนอยู่ในกองทัพก็ใส่แต่เครื่องแบบทหาร ตอนนี้กลับบ้านมานอนอยู่บนเตียงทั้งวัน จะใส่เสื้ออะไรก็สิ้นเปลือง
ซูจินเล่อมีแนวคิดเป็นของตัวเองมากในการทำเสื้อผ้า เพราะไม่ชอบออกนอกบ้าน ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่ก็อยู่ที่บ้านศึกษาพวกเนื้อผ้าและแบบเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่เธอทำออกมานั้นไม่เหมือนกับที่ขายอยู่ตามท้องถนนข้างนอก
เช่นเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนี้ แม้เนื้อผ้าจะเป็นดาครองทั้งคู่ แต่ไม่เหมือนกับข้างนอกที่เนื้อผ้าค่อนข้างบางโปร่งจนเห็นสีดำ เธอใช้น้ำแป้งลงหลายรอบ ทำให้เนื้อผ้าทั้งผืนดูดีมีระดับขึ้นมาก เสื้อผ้าที่ตัดออกมาจึงดูแข็งพอดีตัวและเข้ารูป
การตัดเย็บก็ต่างออกไป เธอมีความคิดเล็กๆ ของตัวเอง ตรงชายเสื้อด้านล่างไม่ใช่ทรงสี่เหลี่ยมเรียบๆ แต่เพิ่มความโค้งมนเข้าไปเล็กน้อย เวลาสวมใส่จึงเพิ่มความรู้สึกพลิ้วไหวอยู่หลายส่วน กู้จิ่งซิวสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าเซนติเมตร ใส่เสื้อเชิ้ตแบบนี้จะยิ่งขับสัดส่วนรูปร่างให้ดูดี
ตรงคอปกเสื้อทำใหญ่กว่าเสื้อเชิ้ตธรรมดาเล็กน้อย แม้แต่กระเป๋าตรงหน้าอกก็ขยายให้ใหญ่ขึ้นหลายส่วน ตรงแผ่นหลังยังจับจีบไว้โดยเฉพาะสองจีบ ให้เสื้อเชิ้ตไม่ดูเป็นทางการจนเกินไป แต่เอนเอียงไปทางเสื้อลำลองมากกว่า
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นประสบอุบัติเหตุตกน้ำจนตกใจสุดขีด น้องสาวของเขาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน และในอนาคตก็จะเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า
คิดถึงตรงนี้แววตาของซูอี้อันก็หม่นแสงลง เขาเองก็หวังยิ่งกว่าใครให้ขาของตัวเองหายดี แต่หากได้แต่กลายเป็นตัวถ่วงของครอบครัว สู้ไปจากที่นี่แล้วปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมตัวคนเดียวยังจะดีเสียกว่า