ทางฝั่งฟ่งจั๋วกับอีกคน
นานกงถังพลันพุ่งพรวดไปข้างหน้า ดวงตาเป็นประกายพลางตบต้นไม้เก่าคดงอต้นหนึ่ง “ใช่ต้นนี้แหละ! ต้องเป็นต้นนี้แน่!”
ฟ่งจั๋วกอดอก มองต้นไม้แห้งเหี่ยวหน้าตาอัปลักษณ์ตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์
เปลือกไม้แตกระแหง กิ่งก้านบิดเบี้ยว มองอย่างไรก็ไม่เห็นว่ามีอะไรพิเศษ
อ้อ นอกจากจะน่าเกลียดมากแล้ว
“แน่ใจนะ?”
เขาอดเลิกคิ้วไม่ได้ “นอกจากหน้าตาน่าเกลียดไปหน่อยแล้ว ต้นนี้ก็ดูไม่มีอะไรพิเศษนี่?”
“โธ่ คุณไม่เข้าใจหรอก!”
นานกงถังตื่นเต้นจนมือไม้สะเปะสะปะ พลางคว้าฟ่งจั๋วให้มายืนข้างต้นไม้ ส่วนตัวเองหรี่ตามอง ใช้นิ้วกะมุมระหว่างลำต้นกับพื้น
“ดูสิ! มุมเอียงนี่!”
เธอพูดอย่างตื่นเต้น “มันเอียงน้อยกว่ามุมระหว่างคนยืนกับพื้น แต่เอียงมากกว่ามุมระหว่างคนที่นอนราบกับพื้น!”
พูดจบยังพยักหน้าอย่างจริงจัง “ตรงตามเงื่อนไขทุกอย่าง! ต้องเป็นต้นนี้แน่!”
ฟ่งจั๋ว “...คุณน่าจะคุยกับศิษย์พี่หญิงรองของผมถูกคอ”
ต้นไม้คดงอต้นไหน ๆ ก็มีลักษณะแบบนี้ไม่ใช่หรือไง?
เขาเหลือบมองเหยียนป๋าที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งทำหน้าเอือมระอาไม่ต่างกัน ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังเอาอุ้งเท้ากวางปิดหน้า หางทั้งเก้าเส้นขดม้วนเข้าหากันอย่างกระอักกระอ่วน
“ช่างเถอะ”
ฟ่งจั๋วถอนหายใจ ยังไงแดนลับก็เหลืออีกสิบห้าวันกว่าจะปิด เชื่อเธอไปก่อนสักครั้งก็ไม่เสียหาย
จากนั้น ฟ่งจั๋วมองนานกงถังใช้มือเปล่าถอนต้นไม้แห้งคดงอขึ้นมาทั้งราก แล้วให้คางคกตาเขียวสีทองมุดลงไปคุ้ยดินอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พบทางเข้าถ้ำพำนัก
แต่...
หลังจากฟ่งจั๋วพยายามเบียดตัวออกมาจากโพรงอย่างยากลำบาก เส้นเลือดตรงขมับก็เต้นตุบ ๆ “คุณให้คางคกตาเขียวสีทองขุดโพรงให้กว้างกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง?”
เขาร่ายคาถาชำระฝุ่นแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งร่าง
“ฮัดชิ่ว!”
เหยียนป๋าตามออกมาจากโพรง ถูกฝุ่นที่ฟุ้งกระจายทำให้สำลักจนจามไม่หยุด
หัวสิงโตขนฟูส่ายไปมาราวกับกลองป๋องแป๋ง
นานกงถังยิ้มเจื่อนพลางถูมือ “คือว่า...มันเร่งด่วนนี่นา...”
ที่จริงด้วยฝีมือขุดดินของคางคกตาเขียวสีทอง ระยะทางแค่นี้ ต่อให้ขุดให้กว้างขึ้นอีกหลายเท่าก็ใช้เวลาเพียงชั่วลมหายใจเดียว
