【นิยายคู่พระเอก ชายคู่พระเอก ผู้ที่หลงเข้ามาโดยไม่ได้อ่านคำโปรยสามารถกดออกได้ที่มุมซ้ายบน ส่วนผู้ที่ชื่นชอบฝากหัวไว้ที่นี่ได้เลย】
จงโจวไม่เคยมีหิมะตก ทว่าฟ่งจั๋วกลับสิ้นลมท่ามกลางความหนาวเหน็บเสียดกระดูก
……
ยอดเขาเทียนจู้ เมฆหนาทับซ้อน
ทันใดนั้น เสียงระฆังสัมฤทธิ์ดังกังวานทะลวงทะเลเมฆ
“หลินอีอี อายุกระดูกสิบสามปี รากวิญญาณคู่ไฟไม้ ไฟหกสิบห้า ไม้เจ็ดสิบ คุณสมบัติระดับกลางค่อนข้างสูง คนต่อไป!”
เสียงแล้วเสียงเล่า เพียงชั่วลมหายใจก็ตัดสินชะตาชีวิตคนผู้หนึ่ง
ฟ่งจั๋วถูกผู้คนเบื้องหลังผลักดันจนต้องลืมตาขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ความเจ็บปวดจากเลือดเนื้อและกระดูกที่ถูกเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์เผาผลาญยังคงสมจริงเกินไป ภาพตรงหน้าที่คล้ายเคยเห็นมาครั้งหนึ่งทำให้จิตใจของฟ่งจั๋วเลื่อนลอย
เมื่อไม่มีผู้ใดก้าวออกมาเป็นเวลานาน เสียงเคร่งขรึมของศิษย์พี่ผู้ดูแลก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คนต่อไปที่จะทดสอบรากกระดูกเชิญขึ้นมา!”
ฟ่งจั๋วไม่มีเวลาคิดให้ละเอียด พาเหงื่อเย็นทั่วร่างเดินขึ้นไปข้างหน้า
“ชื่อ?”
“ฟ่งจั๋ว”
ศิษย์พี่ผู้ดูแลจดบันทึกอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ขีด พอเขียนถึงอักษร “ฟ่ง” ก็หยุดเล็กน้อย เงยหน้ามองเด็กหนุ่มชุดแดงหน้าซีดราวกระดาษตรงหน้า “ทำใจให้สงบ วางมือลงบนศิลาวัดรากวิญญาณ”
ฟ่งจั๋วทำตาม
มือขาวนุ่มละเอียดวางลงบนศิลาวัดรากวิญญาณที่ขาวนวลดุจหยก นี่คือภาพเหตุการณ์ตอนอายุสิบสองปีที่เข้าสำนึกไท่เยว่เพื่อทดสอบรากกระดูก
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าที่คุ้นเคย ฟ่งจั๋วก็เข้าใจแล้วว่าเขาย้อนกลับมาสู่อดีตด้วยเหตุผลที่ไม่อาจรู้
สีเขียวเข้มดุจน้ำหมึกฉับพลันเติมเต็มศิลาวัดรากวิญญาณ เงาต้นไม้เทพปกคลุมฟ้าและบดบังตะวัน
“……เขียวเข้มดุจน้ำหมึก ปรากฏการณ์ประหลาดฟ้าลิขิต! ฟ่งจั๋ว อายุกระดูกสิบสองปี รากวิญญาณไม้สวรรค์ ร่างกายวิญญาณไม้ คุณสมบัติ—ระดับสุดยอด!”
หน้าแท่นวัดรากวิญญาณระเบิดความโกลาหลขึ้นในพริบตา
“อะไรนะ?! รากวิญญาณไม้สวรรค์?!”
“ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า? ร่างกายวิญญาณไม้?!”
“คุณสมบัติระดับสุดยอด?!”
สายตานับร้อยคู่จ้องเขม็งไปยังด้านหน้า ต่างยืดคอแหงนมอง
บนที่นั่งประธาน มีนักบำเพ็ญชราผู้หนึ่งถึงกับทำถ้วยชาหกด้วยความตกใจ น้ำชาวิญญาณร้อนลวกเต็มตัวก็ยังไม่รู้สึกตัว
“เงียบ!”
ท่าทีของศิษย์พี่ผู้ดูแลเปลี่ยนไปอย่างมาก “ศิษย์น้องฟ่ง เชิญรับป้ายหยก งานเลือกอาจารย์จะจัดขึ้นหลังจากนี้อีกประมาณสองชั่วยาม ท่านไปพักผ่อนกับเด็กรับใช้ก่อนได้”
“ขอบคุณศิษย์พี่”
ฟ่งจั๋วก้มศีรษะขอบคุณ รับป้ายหยกแล้วตามเด็กรับใช้ไปยังที่พัก
“หวังหู่ อายุกระดูสิบสี่ปี รากวิญญาณสามธาตุไฟไม้ดิน……”
การทดสอบยังดำเนินต่อไป ทว่าคลื่นในใจของฟ่งจั๋วกลับยากสงบลง
สิบสองปี สิบสองปี!
ฟ่งจั๋วย้อนกลับมาสู่วัยสิบสองปีที่ทุกอย่างยังไม่เกิดขึ้น!
ยังไม่ได้คารวะอาจารย์ชื่อเซียวหยวนจวิน! ยังไม่ได้ทำสัญญากับเพลิงบริสุทธิ์หลีหลี!
ยังทันเวลา! ต้องจากไป! จากไป!
ฟ่งจั๋วเพิ่งลุกขึ้นยืน ขาทั้งสองก็อ่อนปวกเปียก ร่างร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
การล้มครั้งนี้กลับทำให้จิตใจที่เลื่อนลอยได้สติสมบูรณ์อีกครั้ง
ความทรงจำของชาติปางก่อนหลั่งไหลมาดุจกระแสน้ำ
เขาเคยเป็นศิษย์คนที่สี่ภายใต้เซียวหยวนจวิน เป็นศิษย์พี่ของซูหร่วนหร่วน
แม้จะได้ทำสัญญากับเพลิงบริสุทธิ์หลีหลี แต่เนื่องจากคุณภาพโอสถที่หลอมได้ด้อยกว่าศิษย์น้องเล็กอยู่เสมอ จึงถูกศิษย์พี่ทั้งสามกีดกันอยู่ร่ำไป
ตอนนั้นเขาช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน
แม้ในใจจะไม่พอใจ แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันท์ศิษย์ร่วมสำนักไว้
ซูหร่วนหร่วนมาขอยืมเพลิงนอกลู่นอกทางเพื่อหลอมโอสถครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ตอบตกลงด้วยใจกว้างทุกครั้ง
จนกระทั่งหลังภัยพิบัติสายฟ้าขั้นแก่นทอง เมื่อเขาอ่อนแอที่สุด……
“อ๊า!”
ฟ่งจั๋วจู่ๆ ก็กุมอกไว้ ตรงนั้นราวกับยังหลงเหลือความเจ็บปวดรวดร้าวจากตอนที่ถูกเพลิงบริสุทธิ์เผาร่าง
เขาย่อมจดจำช่วงเวลานั้นได้ไม่มีวันลืม เพลิงบริสุทธิ์หลีหลีฉีกสัญญาอย่างบังคับ เปลวไฟเย็นเฉียบกลืนกินเขาจากภายในสู่ภายนอก
ที่ประชดยิ่งกว่า หลังจากตาย วิญญาณของเขาไม่ได้เข้าสู่วัฏสงสาร กลับมองเห็นหนังสือนิทานเรื่องหนึ่งชื่อว่า ‘ท่านอาจารย์หญิงที่ถูกตามใจในเส้นทางเซียน’
ในหนังสือ ซูหร่วนหร่วนคือธิดาสวรรค์ที่ผู้คนรุมล้อมดุจดวงดาวล้อมเดือน ส่วนเขา ฟ่งจั๋ว เป็นเพียงเครื่องมือส่งเพลิงนอกลู่นอกทางให้นาง!
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้……”
ฟ่งจั๋วหัวเราะเบา เล็บจิกลงไปในฝ่ามือลึก
ในหนังสือเขียนไว้ชัดเจนว่า ซูหร่วนหร่วนเคยใช้โลหิตจากหัวใจบ่มเพลิงบริสุทธิ์ถึงเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าวัน และยังพร่ำบอกเป็นนัยถึงความสำคัญของเพลิงนอกลู่นอกทางต่อหน้านายท่านเซียวครั้งแล้วครั้งเล่า
“อาจารย์ใจดี” ผู้นั้นจึงแอบบั่นทอนสัญญาระหว่างเขากับเพลิงบริสุทธิ์อย่างลับๆ……
ความเจ็บแปลบระลอกแล้วระลอกเล่าผุดจากอก ทว่าดวงตาของฟ่งจั๋วยิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
เซียวหยวน! ซูหร่วนหร่วน!
ผู้หนึ่งภายนอกดูศีลธรรมภายในกลับหลอกลวง อีกผู้หนึ่งเสแสร้งหลอกลวง!
ในเมื่อโชคชะตาผันผวนให้เขาได้ใช้ชีวิตอีกชาติหนึ่ง หนี้เลือดนี้ เขาจะต้องทวงคืนทั้งต้นทั้งดอก!
แต่เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงชะตาในชาติก่อน ไม่ต้องไปคารวะอยู่ใต้บัญชาของเซียวหยวน
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลังของนิทานเล่มนั้น ยอดเขาหลักทั้งหกแห่งสำนักไท่เยว่ล้วนโปรดปรานซูหร่วนหร่วนอย่างที่สุด การคารวะยอดเขาหลักใดๆ ก็ล้วนไม่เป็นผลดีต่อฟ่งจั๋ว
ถ้าเช่นนั้นออกจากสำนักไท่เยว่ตอนนี้เลย?
ฟ่งจั๋วส่ายหัว ไม่มีความเป็นไปได้เลย
ชื่อของเขาถูกบันทึกอยู่ในรายชื่อศิษย์ที่สำนักไท่เยว่รับแล้ว ถ้าจากไปตอนนี้ก็ไม่ต่างจากการทรยศสำนัก
ถ้าเช่นนั้น แม้จะหนีพ้นจุดจบที่น่าสังเวชของชาติก่อน ก็เท่ากับได้จุดจบใกล้เคียงกัน
ในสมองของฟ่งจั๋วครุ่นคิดหาวิธีพลิกสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
ในนิทานเขียนไว้ ศิษย์น้องเล็กซูหร่วนหร่วนคือผู้ที่ทั้งสำนักรุมตามใจ ได้รับความโปรดปรานจากเจ้าสำนักทั้งหกยอดหลักและผู้มีเสียงในยอดเขาย่อยต่างๆ
ทั้งยังได้รับความรักจากศิษย์อัจฉริยะทั้งหลาย
มียอดเดียวที่ผิดแผกไป นั่นคือ ยอดเขาเสี่ยวเหยา
เจ้าสำนักอวิ๋นเซียวจื่อ ปกป้องสำนักจากคู่บำเพ็ญที่เป็นจักรพรรดิอสูรของซูหร่วนหร่วนจนตัวตายวิญญาณดับ
ศิษย์พี่ใหญ่เย่หวูเหิน ถูกคู่บำเพ็ญที่เป็นราชาอสูรของซูหร่วนหร่วนเปิดโปงต่อหน้าธารกำนัลว่าเป็นลูกครึ่งมนุษย์อสูร คนทั้งสำนักพากันตำหนิว่าเป็นผู้ทรยศต่อเผ่ามนุษย์
ศิษย์พี่หญิงรองหลิงซวงหัว ซูหร่วนหร่วน “เผลอหลุดปาก” พูดออกมาว่านางเป็นร่างหยินบริสุทธิ์ ถูกผู้ทรงอำนาจหลายฝ่ายแย่งชิง ไม่อาจทนความอัปยศจึงระเบิดตัวเองตาย
ศิษย์น้องเล็กชางหวูหยา มีกระดูกกระบี่สวรรค์มาแต่กำเนิด เป็นที่หมายปองของซูหร่วนหร่วน ในแดนลับสุสานกระบี่ ถูกลูกศิษย์ของซูหร่วนหร่วนควักกระดูกออกไปจนตาย……
สุดท้ายของนิทาน หนึ่งยอดเขาสี่ชีวิต ตาย ตาย ตาย และก็ตาย……
นี่คือยอดเขาเดียวในสำนักไท่เยว่ที่ไม่สวามิภักดิ์ซูหร่วนหร่วน เป็นยอดเขาที่มีจุดจบอนาถที่สุดในนิทานทั้งเล่ม
อาจารย์และศิษย์ทั้งสี่ล้วนตายด้วยน้ำมือของซูหร่วนหร่วนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
แต่ตอนนี้กลับเป็นสำนักอาจารย์ที่เป็นประโยชน์ต่อฟ่งจั๋วมากที่สุด
ระหว่างครุ่นคิด มีคนถูกเด็กรับใช้พามาที่นี่ทีละคนสองคน
ไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุยกับฟ่งจั๋วที่นั่งอยู่บนพื้น
เด็กหนุ่มชุดแดงมีรูปโฉมงดงาม ดวงตาหงส์แฝงความดุดัน ใบหน้างามเลิศหรู งามอย่างไม่ต้องสงสัย แต่กลับกอปรด้วยความรู้สึกคุกคาม
แม้ว่าสีหน้าซีดเซียวจะลดทอนความคุกคามลงไปบ้าง แต่คิ้วที่ขมวดแน่นไม่ว่าจะจุดใดก็แสดงให้เห็นถึงความหยิ่งยโสทรนง
จนกระทั่งการมาถึงของเด็กสาวผู้หนึ่งได้ทำลายความเงียบ
ซูหร่วนหร่วนเพียงเข้ามาในห้องก็กวาดตามองรอบๆ ราวกับไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นว่าคนวัยเดียวกันเกือบทั้งหมดต่างจับคู่กัน คิ้วของนางขมวดขึ้นเล็กน้อย
เมื่อเห็นฟ่งจั๋วนั่งอยู่บนพื้นเพียงลำพัง ใจจึงยินดีขึ้นมา
ซูหร่วนหร่วนเดินเข้าไปหา
“ศิษย์พี่? ศิษย์พี่?”
เสียงคุ้นเคยดังข้างหู ฟ่งจั๋วชะงัก ความคิดต่างๆ หวนกลับมา
เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มได้สติกลับมา ซูหร่วนหร่วนยิ่งยินดีในใจ ยิ้มแห้งๆ ครั้งหนึ่ง
“ข้าสังเกตว่าศิษย์พี่หน้าซีด เหงื่อเย็นไหลไม่หยุด ร่างกายไม่สบายหรือไม่? ศิษย์น้องไม่มีความสามารถ รู้เรื่องโอสถอยู่บ้าง ติดตัวมียาฮุยชุนตานเหลืออยู่หลายเม็ด ศิษย์พี่ต้องการหรือไม่?”
ฟ่งจั๋วเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อย รวมสายตาไปที่ใบหน้ารูปไข่ของเด็กสาว ความเจ็บปวดจากการถูกเพลิงบริสุทธิ์เผากลับยิ่งรุนแรง
ความทรงจำของชาติก่อนเลือนรางปรากฏขึ้นอีกครั้ง
“ศิษย์พี่เล็ก ความรู้สึกตอนใช้เพลิงนอกลู่นอกทางหลอมโอสถเป็นอย่างไร?”
เด็กสาวยิ้มหวานงดงาม เจิดจ้าสะดุดตา ฟ่งจั๋วได้ยินเสียงของตนเองตอบว่า “ศิษย์น้องอยากลองดูหรือไม่? เพียงแต่เพลิงบริสุทธิ์หลีหลีไม่ค่อยเชื่อฟัง หากศิษย์น้องหาทางบังคับมันได้ ศิษย์พี่จะยืมให้เจ้าหลอมโอสถ แล้วจะเป็นไรไป?”
“ไม่จำเป็น”
ฟ่งจั๋วกลืนเลือดที่เอ่อขึ้นมาถึงลำคอ หยิบยาฮุยชุนตานระดับสูงสุดหลายเม็ดจากแหวนมิติกินลงไป
โอสถเข้ากระเพาะ พลังปราณที่พลุ่งพล่านในร่างก็สงบลงทันควัน พลอยเก็บซ่อนความเกลียดชังที่ฝังลึกลงไปในใจไว้ชั่วคราวด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องเข้าสังกัดยอดเขาเสี่ยวเหยาให้ราบรื่น
ส่วนซูหร่วนหร่วน……วันเวลายังอีกยาวไกล!
แต่ซูหร่วนหร่วนกลับไม่คิดเช่นนั้นแน่
นางถือโอสถค้างอยู่ในอากาศ ท่าทีแข็งทื่อ ดวงตาวาววับไปด้วยน้ำตาอย่างรวดเร็ว “ศิษย์พี่ตั้งใจจะเหยียดหยามข้าหรือไม่?”
ฟ่งจั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อย “อะไรนะ?”
“ศิษย์พี่มียาฮุยชุนตานระดับสูงสุดอยู่แล้วแท้ๆ แต่ดันรอให้ข้าเอาโอสถออกมาก่อนถึงจะกิน……”
เสียงนางสั่นเครือ ข้อนิ้วที่กำขวดกระเบื้องแน่นซีดขาว “ถ้าดูถูกโอสถขั้นต่ำที่ข้าหลอมก็บอกมาตรงๆ เถิด เหตุใดต้องทำให้ขายหน้าเช่นนี้?”
พูดพลางทำท่าจะโยนขวดโอสถลงพื้น!
“ข้าเพิ่งเริ่มฝึกโอสถ ไหนเลยจะเทียบทรัพย์สมบัติล้นเหลือของศิษย์พี่ได้”
ซูหร่วนหร่วนกัดริมฝีปาก หยาดน้ำตาคลอๆ “แต่ศิษย์พี่เหยียดหยามข้าเช่นนี้ ช่างเกินไปแล้ว!”
เพียงไม่กี่คำ กลับกลายเป็นว่าฟ่งจั๋วจงใจกลั่นแกล้งเสียอย่างนั้น
บรรดาศิษย์รอบข้างได้ยินดังนั้น สายตาที่มองฟ่งจั๋วล้วนผิดแปลกไป
ศิษย์หนุ่มเลือดร้อนหลายคนกำลังจะก้าวออกไป แต่ถูกเพื่อนดึงรั้งไว้แน่น คนที่หยิบโอสถระดับสูงสุดออกมาได้ตามใจชอบ ไฉนเลยจะเป็นคนที่พวกเขายั่วยุได้?
ฟ่งจั๋วมองดูเรื่องวุ่นวายนี้อย่างเย็นชา
ความสามารถในการพลิกขาวให้เป็นดำของซูหร่วนหร่วน ไม่ต่างจากชาติก่อนเลย
หากฟ่งจั๋วปล่อยไว้ไม่สนใจ หลังจากเข้าสำนักแล้ว ชื่อเสียว่าเขาอาศัยอำนาจรังแกคนอื่นก็คงจะแพร่สะพัดไปทั่วสำนัก