【ขอถอนคำที่ด่าเซี่ยหรานไว้ก่อนหน้านี้ กล้าฆ่าตัวตายเพื่อความรัก นับว่าเป็นลูกผู้ชายตัวจริง】
【ลูกผู้ชายอะไรกัน ขี้ขลาดกระจอกงอกง่อยต่างหาก ไร้ประโยชน์สิ้นดี มีชีวิตอยู่ก็แค่เปลืองข้าวสุก】
【จี้เหยียนหมิงน่าสงสารชะมัด อุตส่าห์หลบเลี่ยงขนาดนั้นยังถูกข่มขู่กรรโชก】
【แต่ถ้าตัดเรื่องนิสัยของเซี่ยหรานออกไป ฉันว่าความรักแบบนี้มันหายากจริง ๆ นะ】
【เซี่ยหรานไม่ได้รักโลกทั้งใบ หรือแม้แต่ตัวเองด้วยซ้ำ แต่เขารักจี้เหยียนหมิง】
เจ้าของห้องสาววัยรุ่นเช็ดน้ำตาไปพลางเลื่อนอ่านคอมเมนต์ไปพลาง น้ำมูกน้ำตาไหลพราก จนเซี่ยหรานที่ลอยอยู่ข้าง ๆ ต้องเงียบกริบ
ตำรวจเพิ่งบอกไปเมื่อกี้ ว่าตายเพราะเผลอกินมันฝรั่งงอกโดยไม่ตั้งใจ ไม่ได้ฆ่าตัวตายเพื่อความรัก ไม่ได้ซาบซึ้งตรึงใจขนาดนั้น
อย่าเสียน้ำตาให้เสียเวลาเลย
ไม่คุ้ม
น้องสาวเจ้าของห้องไม่ได้ยินเสียงปลอบของเขา ยังคงเช็ดน้ำตาอยู่
ตำรวจหลายนายไม่มีใครว่างไปปลอบเธอ กำลังง่วนอยู่กับการห้ามทัพผู้ชายสองคนที่อยู่ข้างศพ
ซ้ายมือคือเสิ่นสยวิ๋น ลูกชายคนเล็กของสามีภรรยาเศรษฐีที่เคยเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็ก มาที่นี่เพื่อเก็บศพเขาก็ไม่แปลก คนรวยให้ความสำคัญกับหน้าตาที่สุด ถึงเขาจะถูกเลี้ยงดูมา ต่อให้สัมพันธ์กับที่บ้านไม่ดี ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว
ก็แค่เหมือนแมวหมาที่บ้านตายลง แค่ดินกำมือเดียวก็จบ
ขวามือ—
เซี่ยหรานบิดคอ เห็นสีหน้าจี้เหยียนหมิงไม่ค่อยดี ใบหน้าหล่อเหลาที่แฟน ๆ ชมกันจนขึ้นสวรรค์ตอนนี้หม่นหมองไร้แสง อ่อนล้าอิดโรย
ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองตอนนี้นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้นปีนกลับขึ้นมาไม่ได้แล้ว เซี่ยหรานอยากถ่ายรูปขายให้แอนตี้แฟนของอีกฝ่ายสักสองสามใบจัง
จี้เหยียนหมิงจะมาก็ไม่แปลกใจเหมือนกัน
ยังไงก็มีความผูกพันฉันท์ศิษย์อาจารย์อยู่ ถ้าไม่มา ต่อไปก็ไม่ต้องไปพบอาจารย์ของพวกเขาล่ะ
“เซี่ยหรานเป็นน้องชายร่วมอาจารย์นายก็จริง แต่จี้เหยียนหมิง นายอย่าลืมนะ เขาก็ยังเป็นคนตระกูลเสิ่นของพวกเรา! ช่วงหลายปีมานี้นายเรียกใช้เขาเหมือนหมูหมากาไก่ ตอนนี้เขาตายแล้ว นายมีสิทธิ์อะไรมาขอศพเขา?”
เสิ่นสยวิ๋นกล่าวจบก็หัวเราะเย็นชา แล้วพูดต่อ: “เขาหน้าด้านชอบนาย ตอนนั้นไม่กลัวแม้แต่จะแตกหักกับครอบครัวเพื่อตามนาย แต่นายไม่เห็นค่ามิใช่หรือ? ตอนนี้เขาตายแล้ว ยังจะใช้เขาช่วยสร้างภาพลักษณ์ในวงการบันเทิงอีกหรือ? มียางอายบ้างไหม!”
จี้เหยียนหมิงเป็นไข่มุกแห่งฟ้ามาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยถูกใครชี้หน้าด่าอัปยศเช่นนี้มาก่อน เซี่ยหรานเดาว่าเขาต้องกล้ำกลืนไม่ลงแน่
ไม่ผิดคาด จี้เหยียนหมิงเอ่ยว่า “เขาแซ่เซี่ย เกี่ยวอะไรกับตระกูลเสิ่นของพวกนาย? ในสายตาพวกนาย เขามันก็ไม่ใช่หมาขี้ประจบที่เรียกมาไล่ไปได้เหมือนกันหรือ?”
ด่าได้ดี
ในมุมที่ไม่มีใครเห็น เซี่ยหรานยกมือตบเบา ๆ อย่างสบายอารมณ์
ใช่แล้ว เขาเป็นหมาประจบที่บ้านจี้เหยียนหมิง เป็นหมาขี้ประจบที่ตระกูลเสิ่น ต่างก็มองเขาเป็นหมา
ห้าสิบก้าวหัวเราะร้อยก้าว อย่าได้ขุดคุ้ยกันเลย
เสิ่นสยวิ๋นถูกเลี้ยงดูตามใจจนนิสัยดุดันมาตั้งแต่เด็ก พอสู้ปากไม่ได้ก็ตะเบ็งเสียงจะลงไม้ลงมือเอาจริง ตำรวจห้ามปรามให้แยกออกห่างแล้วยังด่าอยู่: “จี้เหยียนหมิง มึงมันเป็นตัวอะไรถึงกล้าสั่งสอนกู! กูบอกมึงเลยนะ ศพเซี่ยหรานต่อให้เอาไปให้หมากิน กูก็ไม่มีทางให้มึง!!”
จี้เหยียนหมิงมองเขาอย่างเย็นชา ยังคงความสุขุมตั้งแต่หัวจรดเท้า
เซี่ยหรานเคยชอบที่สุดก็คือท่าทีสงบนิ่งดั่งขุนเขาไม่สะทกสะท้านอะไรเลยของเขา
เขารู้ว่าตัวเองใจร้อนและจิตใจดำมืด อะไรก็ต้องช่วงชิงให้ได้สักตั้ง เลยโหยหาคุณสมบัติที่ตัวเองไม่มีในตัวจี้เหยียนหมิง
บ่อยครั้งที่รู้สึกอับอายจนหม่นหมองเวลาอยู่ต่อหน้าเขา มีปมด้อยว่าตัวเองเป็นหนูในร่องสกปรก ส่วนจี้เหยียนหมิงคือแสงจันทร์สุกสกาว
แต่นั่นมันเมื่อก่อนน่ะนะ ตอนนี้ในหัวเซี่ยหรานมีแต่—
หมูที่ยืนอยู่บนปากทางลมก็บินได้ทั้งนั้น
จี้เหยียนหมิงไม่เคยขาดอะไรตั้งแต่เด็ก แน่นอนว่าเขาไม่ต้องแย่งไม่ต้องชิง โยนไปอยู่ในซอกเขากัดกินผักกาดขาวสิบปี ดูสิว่าเขาจะแย่งหรือไม่แย่ง
ทำนองเดียวกัน ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวเองมีคนหนุนหลังตั้งแต่เด็กร่ำรวยมหาศาล เขาก็สามารถบริจาคค่าตัวทั้งหมดหลังรับรางวัล แล้วกล่าวอย่างปล่อยวางเฉยเมยว่า “ล้วนเป็นทรัพย์นอกกาย” ได้เช่นกัน
ไม่ใช่พอถูกชาวเน็ตด่าเสร็จ ไปหาจี้เหยียนหมิงเพื่ออธิบาย กลับถูกเพื่อนเขาดูถูกเหยียดหยาม เหน็บแนมถากถางสารพัด ถามเขาว่าจนจะตายหรือไง
ใช่ ก็จนจะตายน่ะสิ
ใครมาอยู่ห้องใต้ดินหลายปีก็ต้องจนจะตายทั้งนั้น
“กูบอกมึงเลยนะ ศพเซี่ยหรานวันนี้กูต้องขนกลับให้ได้! จี้เหยียนหมิง ถ้ามึงไม่กลัวบ้านฟางหลิงหาเรื่องมึง ไม่กลัวสื่อมั่วข่าว ก็ลองแย่งดูสิ!”
“งั้นก็ลองดู”
จี้เหยียนหมิงหันไปสั่งคนที่พามาให้ลงมือขนศพ
เสิ่นสยวิ๋นคงกลัวว่าถ้าขนศพกลับไม่ได้จะถูกพ่อแม่ตำหนิ จู่ ๆ ก็เดือดดาล
ไม่รู้เอาแรงมาจากไหนผลักตำรวจหลายนายออกไป พุ่งเข้าไปต่อยบอดี้การ์ดหลายคนนั้นอย่างแรงสองหมัด
ต่อยบอดี้การ์ดเสร็จ ก็บิดตัวจะเข้าไปต่อยจี้เหยียนหมิง
จังหวะที่เซี่ยหรานกำลังลูบคาง ครุ่นคิดว่าใครมีโอกาสชนะมากกว่ากันอยู่นั้น ตำรวจก็เรียกให้หยุดทันเวลา
น้องสาวเจ้าของห้องที่เอาแต่หลบอยู่มุมห้องร้องไห้เงียบ ๆ จู่ ๆ ก็พุ่งออกมา ร้องไห้พลางพูดว่า: “นี่บ้านฉัน! บ้านฉัน! ใครอนุญาตให้พวกนายลงมือ! พวกนายสนิทอะไรกับพี่เซี่ย? ถึงกล้ารับศพ! พวกนายเป็นตัวอะไรกัน!!”
ตำรวจมองเธออย่างตกตะลึง
เสิ่นสยวิ๋นกับจี้เหยียนหมิงที่ถูกดึงแยกออกมาก็มองไปเช่นกัน
เซี่ยหรานชะงักไปเล็กน้อย เห็นเธอเช็ดน้ำตาอย่างแรง
ปกติเป็นสาวที่เจอหน้าคุยด้วยยังติดอ่าง ตอนนี้เธอเชิดหน้าขึ้น ตาแดงก่ำ ร้องเสียงดัง: “ตอนนั้นเขาออกจากบ้านนายไป ไม่ใช่เพราะนายยุแหย่ยั่วยุหรอกหรือ? คิดว่าเขาอยากแย่งสมบัติกับนาย คิดว่าเขาไม่ได้มีเจตนาดี สารพัดวิธีเบียดเบียน เหน็บแนมหลากหลายบีบให้เขาไป ตอนนี้เขาตายแล้วถึงรู้ว่ามาแสร้งทำดี นายจะเอาหน้าบ้างไหม?!”
ด่าเสิ่นสยวิ๋นจบ บิดหัว ก็ไปด่าจี้เหยียนหมิงต่อ: “แล้วนายอีกคน ตอนพี่เซี่ยชอบนาย ดีกับนาย นายก็ทำเมินเฉยไม่แยแส คิดว่าเขาหยาบคาย งกเงิน ผิวเผิน ประจบสอพลอ ดูถูกเขา ตอนนี้คนตายไปแล้ว ถึงรู้ว่ามาแสร้งว่ารักกันฉันท์ศิษย์พี่น้อง?”
“พี่เซี่ยยอมหาที่ไหนก็ได้ โปรยขี้เถ้าทิ้งไป ยังไงก็ไม่เห็นค่าพวกนายที่จะมารับศพจัดการงานศพให้!!”
“……”
“……”
ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก เซี่ยหรานคิดในใจ ตายมาหลายวันแล้วคิดได้ตั้งนานแล้ว
ที่จริงใครมาจัดการ ยังไงก็ช่างเถอะ ยังไงก็ฟื้นขึ้นมาไม่ได้แล้ว
ก็แค่อายหน่อย ให้บ้านดี ๆ ของคนอื่นกลายเป็นบ้านผีสิง เงินที่เก็บสะสมในบัตรธนาคารก็ไม่รู้จะชดใช้ให้เธอยังไง
ท่ามกลางความเงียบงัน จู่ ๆ ประตูห้องก็ถูกเคาะขึ้น
ทุกคนหันไป
เซี่ยหรานยืนอยู่ตรงตำแหน่งใกล้ประตูที่สุด เขาหันไปโดยอัตโนมัติ
ประตูห้องถูกคนจากข้างนอกดึงเปิด
เป็นช่วงเหมันต์พอดี ลมแห้งหนาวเย็นพัดปะทะเข้ามา นำพาความหนาวเย็นแทรกซึมถึงไขกระดูก
เซี่ยหรานไม่รู้สึกหนาว ไม่รู้สึกถึงลม เขาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่อยู่เหนือพื้นไปครึ่งฟุต แต่กลับชนใบหน้าเย็นเยียบดั่งน้ำแข็งเข้าอย่างจัง
คิ้วตาคมกริบ ดั่งมีดสลักขวานฟัน รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม แต่กลับอาบด้วยความเคร่งขรึมเย็นชาที่ปฏิเสธผู้คนให้ห่างไกลนับพันลี้ แม้แต่ละอองหิมะบนปลายคิ้วก็ดูเยือกเย็นกว่าปกติหลายส่วน ใต้ตามีรอยคล้ำจาง ๆ เห็นชัดว่าเพิ่งผ่านการเดินทางไกล
เซี่ยหรานอึ้งไปครู่หนึ่ง คือเสิ่นยวี่เหวยนี่เอง
คิดไม่ถึงว่าเขากลับประเทศแล้ว
หนึ่งคนหนึ่งวิญญาณ สบตากันผ่านความว่างเปล่า
ถ้าเซี่ยหรานตอนนี้ยังเป็นมนุษย์ เขาเดาว่าชายผู้นี้ต้องหลุบสายตาลงแน่ และพอเห็นชัด ๆ ว่าตัวเองเกือบชนหน้าเขา จะต้องขมวดคิ้ว แล้วแสดงสีหน้ารังเกียจขยะแขยง ด่าออกมาคำหนึ่งว่า “มักง่าย”
……ให้ตายสิ
เสิ่นยวี่เหวยไอ้สารเลว