หลินเซียวเงยหน้าขึ้นพอดีกับเห็นร่างงามระหงเดินลงมาจากบันได
เป็นหลิ่วอวิ้น
ตอนที่หลินเซียวมองหลิ่วอวิ้น เธอก็กำลังมองเขาเช่นกัน
สายตาทั้งสี่สบกัน บรรยากาศไร้รูปร่างพลันแผ่กระจายออกมา
หลินเซียวเบือนสายตากลับไป ก่อนถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ชูหนิงล่ะ?”
หลิ่วอวิ้นมองหลินเซียวอย่างแปลกใจอีกครั้ง ตั้งแต่เมื่อคืนที่กลับไป เธอก็ยังคิดไม่ตกว่าทำไมหลินเซียวถึงไม่เจ็บ
เธอนั่งลงตรงข้ามหลินเซียว
“ยังนอนอืดอยู่เลย ช่วงนี้เหนื่อยแทบแย่เพราะต้องรับมือกับเรื่องวุ่นวายที่นายก่อ”
ริมฝีปากแดงเผยอเอ่ยอย่างเรียบเฉย พลางหยิบตะเกียบขึ้นมา
มือที่กำลังคีบอาหารของหลินเซียวชะงัก
ทั้งไปหาเรื่องตระกูลลู่ ทั้งตระกูลหลง แค่สองตระกูลนี้ก็ถือเป็นการโจมตีที่เหนือชั้นสำหรับกลุ่มชูเจี้ยนในตอนนี้แล้ว
เขาพอนึกภาพออกว่าเจียงชูหนิงจะเหนื่อยแค่ไหน
“ช่วยไม่ได้”
เขารับรู้ได้ถึงคำตำหนิของหลิ่วอวิ้น จึงตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ
หลิ่วอวิ้นขมวดคิ้ว มองหลินเซียว
“อะไรที่เรียกว่าช่วยไม่ได้? นายไม่ไปหาเรื่องพวกเขาไม่ได้หรือไง?”
เธอไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
หลินเซียวไม่ได้ใส่ใจ พลางตอบอย่างส่ง ๆ ว่า “ถ้าไม่ไปหาเรื่องพวกเขา ฉันก็คงตายไปแล้ว”
หลิ่วอวิ้นนิ่งอึ้ง
“เหตุผลอะไรของนาย?”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงคิดแค่ว่าหลินเซียวพูดจาเหลวไหล หรือไม่ก็จงใจยั่วโมโหเธอ
แต่ตอนนี้ เมื่อมองจากนิสัยของหลินเซียว เธอกลับรู้สึกเลือนรางว่าเขาอาจไม่ได้พูดเล่น
