ชายร่างใหญ่ยังไม่ทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พลันรู้สึกเย็นวาบตรงหน้าผาก ไม่มีความเจ็บปวด มีเพียงความเย็นยะเยือก
เขาไม่มีเวลาคิดมาก สัญชาตญาณทำให้พยายามเหนี่ยวไก แต่ไม่ว่าจะออกแรงแค่ไหน นิ้วมือก็ขยับไม่ได้แม้แต่น้อย สติค่อย ๆ ถูกความมืดกลืนกิน ร่างกายอ่อนยวบล้มลงกับพื้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลินเซียวจึงค่อยผ่อนคลายลง
เขายื่นมือโอบซูเมี้ยวเมี้ยวที่วิ่งเข้ามาไว้ในอ้อมแขน รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
“ปืน...ปืน เซียวเซียว”
เสียงสั่นเครือของซูเมี้ยวเมี้ยวดังขึ้น
ตอนนั้นเองหลินเซียวถึงเพิ่งรู้ว่าเธอไม่ได้พุ่งเข้ามากอดเขา แต่กลับขวางอยู่ตรงหน้า กางแขนออกเพื่อบังลูกกระสุนให้เขา
ในใจเขาพลันเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะบรรยาย
ยัยเด็กโง่เอ๊ย
เขายกมือขึ้นลูบเรือนผมดำขลับเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไรแล้ว”
ใบหน้าของซูเมี้ยวเมี้ยวยังคงเต็มไปด้วยความร้อนใจ เธอจ้องมองใบหน้าของหลินเซียวแน่นิ่ง ไม่อาจรู้ได้เลยว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นเขาหรือไม่
พอได้ยินคำพูดของหลินเซียว สีหน้าของเธอก็ชะงักค้างไปทันที
ไม่เป็นไรแล้ว?
เธอยังตั้งสติไม่ทัน จึงมองรอยยิ้มเอ็นดูบนใบหน้าหลินเซียวอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองอย่างงุนงง
ชายร่างใหญ่เมื่อครู่นอนอยู่บนพื้น ดวงตาเบิกกว้าง ตายตาไม่หลับ
ใบหน้าของซูเมี้ยวเมี้ยวเต็มไปด้วยความฉงน
เขาทำได้อย่างไร? ตอนที่เธอวิ่งเข้ามา ทั้งที่ไม่เห็นหลินเซียวขยับเลย และก็ไม่ได้ยินเสียงปืนด้วย
