หลิวซานเอ๋อร์เองก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม
“กลัวอะไร คุณหลินไร้เทียมทาน!”
เขาประจบโดยไม่ลังเล
หลินเซียวมองอีกฝ่ายอย่างมีเลศนัย ก่อนถามพร้อมรอยยิ้มว่า “คิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?”
แค่ก ๆ
หลิวซานเอ๋อร์กระแอมเบา ๆ อย่างกระอักกระอ่วน แล้วกล่าวว่า “เอ่อ...พูดแบบนั้นก็พอแล้วครับ”
หลินเซียวถลึงตามอง
เขาพอเข้าใจได้เหมือนกัน สำหรับหลิวซานเอ๋อร์แล้ว เครือบริษัทลู่แทบจะเป็นจุดสูงสุดที่เขาเอื้อมถึงได้
การต่อกรกับจุดสูงสุดแบบนั้น มันเร้าใจขนาดไหนกัน?
เขาให้หลิวซานเอ๋อร์ออกไปจัดการงาน ส่วนตัวเองอยู่ในห้องทำงานและเริ่มคิดถึงเรื่องฉู่เหยาเหยา
เรื่องนี้ลืมไม่ได้เด็ดขาด เพราะเกี่ยวพันถึงความเป็นความตาย
เมื่อคิดถึงฉู่เหยาเหยา หลินเซียวก็เพิ่งสังเกตว่าอวิ๋นเยว่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเลย
ยังเดินทางอยู่หรือเปล่านะ?
ด้วยความเร็วขนาดนี้ น่าจะใกล้ถึงสำนักเทียนหลัวแล้วกระมัง?
เมื่อนึกถึงสำนักนั้น หลินเซียวก็อดเป็นห่วงไม่ได้
ในสายตาเขา ตอนนี้ความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการพลิกสถานการณ์ก็คืออวิ๋นเยว่ นางจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
เขาวูบเข้าไปในมิติสีเขียว
“เสี่ยวเยว่เยว่” เขาเรียก
สิ้นเสียง แสงสีเขียวก็วูบไหว ก่อนเงาร่างงดงามสีขาวพร่าเลือนจะปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
หลินเซียวสะดุ้งไปเลย
“มาถึงเร็วขนาดนี้ได้ยังไง?” เขาถามอย่างประหลาดใจ
อวิ๋นเยว่เงยหน้ามองหลินเซียว ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แล้วพึมพำว่า “นึกว่าเจ้าจะไม่กล้ามาพบข้าเสียอีก”
