อารมณ์ของเธอพลุ่งพล่าน จนไม่ทันเอะใจว่าคำเรียกนั้นชวนให้สงสัย
หลินเซียวได้ยินแล้วก็เคลิบเคลิ้มไปอีกครั้ง
“มีอะไรเหรอ?” เขาถามยิ้ม ๆ
อวิ๋นเยว่กวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แววลึกซึ้งวาบผ่านดวงตา
“ต้องยอมรับว่า คุณช่วยฉันได้จริง ๆ และฉันก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณ วางใจเถอะ ฉันไม่ปล่อยให้คุณช่วยเปล่า ๆ หรอก”
น้ำเสียงของเธอยังคงเย็นชา ทว่าแววข่มขู่ที่เคยมีในดวงตากลับเลือนหายไป
หลินเซียวกลับรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เขายิ้มแล้วว่า “ได้สิ งั้นก็ขอบคุณนะ เสี่ยวเยว่เยว่”
คิ้วเรียวของอวิ๋นเยว่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ในใจยังรู้สึกกระดากอายและอึดอัดไม่น้อย
แต่เมื่อนึกถึงเดิมพัน เธอก็ทำได้เพียงปล่อยไป
“เพิ่มเงื่อนไขอีกข้อ คำเรียกนี้ใช้ได้เฉพาะตอนที่ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
เธอเสริมขึ้น
หลินเซียวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม... ก็ได้”
เขาแสร้งทำเป็นลำบากใจ แต่ที่จริงไม่ได้ใส่ใจสักนิด อย่างไรเสียช่วงนี้คงไม่มีโอกาสที่ทั้งสามคนจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันอยู่แล้ว
อวิ๋นเยว่พยักหน้าอย่างพอใจ
“ฉันไปแล้ว”
เธอไม่พูดมาก เพียงขยับความคิด ร่างก็หายไปจากพื้นที่นั้นอย่างรวดเร็ว
หลินเซียวยืนนิ่งอยู่กับที่ นึกถึงคำเรียกเมื่อครู่แล้วรู้สึกกระหยิ่มใจจนบอกไม่ถูก
ผ่านไปนาน เขาถึงกลับเข้าห้อง
ครืน!
ทันทีที่ปรากฏตัว เสียงฟ้าผ่าก็ดังสนั่น หลินเซียวสะดุ้งจนตัวสั่น
เมื่อมองออกไป เขาถึงพบว่าฝนตกหนักแล้ว เมฆดำปกคลุมทั่วท้องฟ้า น้ำเริ่มขังอยู่ในลานบ้าน เห็นได้ชัดว่าฝนตกมาพักใหญ่แล้ว
