ตอนแรกเธอคิดว่าชีวิตสบาย ๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มีคนทำอาหารให้ แถมยังได้นั่งอาบแดด
แต่ทำไงได้ล่ะ มีตัวล่อลวงคอยยั่วเธออยู่เรื่อย
เธอไม่ใช่ผู้หญิงของโลกนี้ และก็ไม่ได้ชินชากับการถูกผู้ชายในโลกนี้ยั่วยวนหรือเกี้ยวพา
เพราะงั้นตอนเขาสวมชุดผ้าโปร่งบาง มายืนเคาะประตู เธอเลยต้านไม่ไหวจริง ๆ
ดวงตาคมมีเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์หลุบลงอย่างน่าสงสาร ราวกับกุหลาบที่เหี่ยวเฉา
“คุณครับ ต้องการให้ผมปรนนิบัติไหม? ผมรับรองว่าไม่ได้หวังให้คุณช่วยปลอบประโลม แค่อยากแสดงให้เห็นว่าตัวเองมีประโยชน์ หวังว่าคุณจะให้โอกาสผมนะครับ”
แสบตาเหลือเกิน แสบตาจริง ๆ—
ผิวใต้ผ้าโปร่งสีแดงดูพร่าเลือน แต่ส่วนเว้าส่วนโค้งที่ควรมีก็มีครบ แถมยังเผยความงามลึกลับออกมาอีกด้วย
ผิวนวลจริง ๆ นวลมาก—
“คุณวางใจได้ ผมย้ายร่างจิตของตัวเองไปไว้อีกที่แล้ว เขาจะไม่รบกวนคุณ วันนี้ผมเห็นคุณนวดไหล่หลายครั้ง คงไม่สบายตัวใช่ไหมครับ? ผมพอนวดเป็น ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมช่วยนวดให้ได้นะครับ—”
“เข้ามาสิ”
ถือว่าเธอทำตามธรรมเนียมของโลกนี้ก็แล้วกัน เธอต้านไม่ไหวจริง ๆ
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นพวกโรคจิต แต่โรคจิตที่หน้าตาดี แถมยังรู้จักวางตัวขนาดนี้ ใครจะไปทนไหว
นอนท่านั้นแล้วตื่นขึ้นมา คอไม่ปวดก็แปลกแล้ว
มาตรฐานความเป็นสุภาพบุรุษของผู้ชายโลกนี้สูงลิบ ตอนเรียนยังต้องเลือกวิชาการปรนนิบัติท่านหญิงด้วย
“ถ้าฉันนอนคว่ำ นายจะนวดสะดวกกว่าไหม?”
“ท่าไหนผมก็ทำได้ครับ”
“เอ๊ะ—อย่าพูดแบบนั้นสิ”
หลี่เจาอวี้ยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรต่อ เมื่อเห็นอวิ๋นจี้นอนคว่ำอยู่ตรงนั้น เขาก็ขึ้นไปบนเตียงด้วย
ตอนเพิ่งถูกเก็บกลับมา อวิ๋นจี้ผอมมาก ตลอดเดือนที่ผ่านมาเธอได้รับการบำรุงจนกลับมามีเนื้อมีหนังขึ้นไม่น้อย แต่ก็ยังดูบอบบางอยู่ดี
เขาไม่กล้าออกแรง กลัวจะเผลอบีบเธอจนแหลกคามือ
อวิ๋นจี้คิดว่าตัวเองคงปรับตัวกับความสบายแบบนี้ไม่ค่อยได้ แต่เห็นชัดว่าเธอปรับตัวได้เร็ว แถมยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วย
“ร่างจิตของนายเป็นกุหลาบเหรอ?”
“ครับ”
“งั้นตอนที่ฉันเห็นร่างจิตของนายวันนี้ ทำไมไม่มีหนามเลยล่ะ? กุหลาบไม่มีหนามหรอกเหรอ?”
“กลัวจะทำคุณเจ็บ ผมเลยถอนออกครับ”
เขาเป็นคนลงมือเลาะหนามออกเองเมื่อวาน เท่ากับควักส่วนหนึ่งของร่างจิตตัวเองออกไปโดยตรง ร่างจิตที่มีพลังโจมตีแทบทุกชนิดล้วนทำแบบนี้กัน รากกับดอกมีหน้าที่ต่างกัน ความรู้สึกตอนถูกสัมผัสก็ไม่เหมือนกัน ร่างจิตนั้นอ่อนไหวอยู่แล้ว ความเจ็บปวดตอนถูกเลาะหนามออกย่อมไม่ต้องพูดถึง
“กลัวทำฉันเจ็บเหรอ? หมายความว่านายตัดสินแล้วว่าคนที่จะช่วยปลอบประโลมร่างจิตของนายก็คือฉันสินะ?”
หัวใจของหลี่เจาอวี้เย็นวาบ รู้อย่างนี้เขาน่าจะรออีกวัน ค่อยให้อวิ๋นจี้ฟื้นเสียก็ดี
ถ้ารออีกวัน อย่างน้อยบุญคุณที่ช่วยชีวิตเธอไว้ก็น่าจะทำให้เขามีที่ทางอยู่ในใจเธอบ้าง
ตอนนี้อีกฝ่ายคงมองเขาแย่สุด ๆ ไปแล้ว
การหลอกล่อผู้หญิง ชี้นำให้เธอช่วยปลอบประโลมทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้อะไร เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนรับไม่ได้
อวิ๋นจี้รู้เรื่องนี้ดี
และเธอก็ไม่ได้คิดว่าแค่ตัวเองมีความสามารถช่วยปลอบประโลม ก็แปลว่ามีหน้าที่ต้องช่วยผู้ชายทุกคน
แต่ว่า...
เธอนึกถึงคนที่ซุกหน้าอยู่บนตักตัวเองตอนเพิ่งตื่นขึ้นมา แล้วก็นึกถึงสายตาพร่ามัวที่เขาเงยหน้ามองเธอ
คิ้วตางดงาม ริมฝีปากเย้ายวน สีหน้าไร้เดียงสาปนสับสน
ถ้าเขาพูดกับเธอว่า “ช่วยเอ็นดูผมหน่อย” ล่ะก็ เธอไม่กล้าคิดเลยว่าตัวเองจะมีความสุขขนาดไหน
ฝ่ามือที่วางอยู่บนไหล่อุ่นเกินไป ส่วนเขาบนเตียงก็ไม่มีความคิดล่วงเกินแม้แต่น้อย หรือพูดให้ถูกคือไม่กล้ามีความคิดล่วงเกินเลยต่างหาก
นี่ทำให้อวิ๋นจี้ลำบากใจมาก เพราะเธอเป็นคนเก็บอาการเก่ง
ทั้งคู่ยังไม่สนิทกันถึงขั้นนั้น จะให้พูดออกไปก็ยากจริง ๆ
“ไม่ต้องนวดให้ฉันแล้ว รู้สึกสบายขึ้นเยอะ ขอบใจนะ”
พอได้ยินว่าเธอไม่ต้องการให้ช่วย หลี่เจาอวี้ก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังยิ้มแล้วลุกขึ้น รักษามารยาทไว้อย่างดี “ถ้าคุณไม่รังเกียจ เรียกผมว่าเจาอวี้ก็ได้ครับ”
“อืม นายก็เหมือนกัน เมื่อก่อนเรียกฉันยังไง ตอนนี้ก็เรียกแบบนั้น ไม่ต้องใช้คำสุภาพตลอดก็ได้”
“อาจี้—”
แค่ประโยคเดียว แววตาของหลี่เจาอวี้ก็เต็มไปด้วยความรู้สึก
คนเสียงดีอย่าพูดแบบนี้สิ รู้ไหมว่ามันไม่ยุติธรรมเลย?
ในใจอวิ๋นจี้กรีดร้องลั่นเหมือนตัวตุ่นตะโกนอยู่เป็นพันรอบ แต่สีหน้ากลับไม่แสดงอะไร ยังคงวางท่าหยิ่งแบบท่านหญิงเอาไว้
เธอพลิกตัวกลับมา ส่วนผู้ชายคนนั้นก็คุกเข่านั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของเตียงแล้ว
อวิ๋นจี้ข่มใจไม่ให้กระโจนใส่ผู้ชายที่แต่งตัวไม่เรียบร้อยตรงหน้าแล้วจับเขาขย้ำ เธอกำมือแน่น ก่อนใจแข็งพูดว่า “กลับไปเถอะ ขอสมองกลให้ฉันเล่นหน่อย”
ใครจะไปรู้ว่าโลกนี้ใช้อินเทอร์เน็ตยังไง เกิดเธอทำอะไรพลาดขึ้นมาจะทำยังไง
อีกอย่าง เรื่องพลังจิตกับการเชื่อมต่อร่างจิตอะไรพวกนั้น เธอก็ยังใช้ไม่เป็น
เธอไม่อยากทำอะไรไม่เป็นแล้วปล่อยให้คนอื่นชี้นำหรอก
แววตาของหลี่เจาอวี้เจือความเศร้าอยู่เล็กน้อย แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับเป็นปกติ เขาแสดงสีหน้าที่คิดว่าสุภาพเหมาะสมออกมา “งั้นผมไม่รบกวนอาจี้แล้วนะครับ”
จนกระทั่งเขาเดินออกจากห้องไป เธอถึงหยิบสมองกลขึ้นมาค้นหาอีกครั้ง
แต่ยิ่งอ่านผลการค้นหา ก็ยิ่งชวนให้ถอนหายใจ
เธอมีพรสวรรค์ด้านพลังจิตระดับเอสเอส ไม่ได้แปลว่าเธอเป็นผู้หญิงระดับเอส
เรื่องแบบนี้มันควรเป็นความสุขของทั้งสองฝ่ายไม่ใช่เหรอ? ไม่เห็นต้องทำให้โหดร้ายเลือดสาดขนาดนี้เลย
ต้นเหตุของความโหดร้ายก็คือ โรงพยาบาลรักษาได้ดีไม่ใช่เหรอ?
ในวิดีโอมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งกำลังกล่าวโทษอย่างเดือดดาล ปนกับเสียงแส้ฟาดดังเป็นระยะ
“เอาแต่ให้ช่วยปลอบประโลม ๆ ๆ เพิ่งกลับมาก็เอาแต่พูดเรื่องนี้ ฉันเป็นเครื่องมือหรือไง? ทำไมล่ะ? โดนตีขนาดนี้แล้วยังไม่หลบอีก? ผู้หญิงบ้านอื่นอ่อนโยนงั้นเหรอ? แล้วทำไมไม่ไปหาผู้หญิงบ้านอื่นล่ะ? หือ?”
ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนเหนื่อยแล้ว จึงหยุดพูด
ส่วนผู้ชายคนนั้นคลานมาทางกล้อง ยกสองมือประคองบางอย่างขึ้นเหนือหัว แล้วหมอบกราบวิงวอน “ท่านหญิง ผมผิดไปแล้ว ท่านหญิงช่วยผมด้วย ขอร้องล่ะครับ ผมไม่กล้าอีกแล้ว ขอร้องล่ะ—”
แน่นอนว่าไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนที่จะทำร้ายคนอื่นโดยไม่มีเหตุผล ใต้คลิปก็มีคนเข้ามาอธิบาย
[ท่านหญิงคนนี้ก็เป็นของผมเหมือนกัน ส่วนคนที่ถูกลงโทษไม่ได้ถูกลงโทษโดยไร้สาเหตุ ก่อนหน้านี้เขาเคยไม่พอใจที่ท่านหญิงอารมณ์ร้าย แล้วทะเลาะกับท่านหญิง ทั้งยังพูดว่าผู้หญิงบ้านอื่นดีกว่า ท่านหญิงคืนร่างจิตให้เขาแล้ว เขาก็ไม่ลังเลที่จะจากท่านหญิงไปถึงสี่ปีโดยไม่มีข่าวคราว ช่วงนี้มลภาวะทางจิตถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว ถึงได้กลับมาขอร้องท่านหญิง]
[ที่น่าโมโหที่สุดคือสุดท้ายท่านหญิงคนนั้นยังช่วยปลอบประโลมจิตให้ด้วย!!! ไอ้คนสารเลวมีสิทธิ์อะไร? ฉันก็อยากมีผู้หญิงแบบนี้บ้าง]
[ท่านหญิงของบ้านผมตามใจเขาที่สุด เขาเลยถูกตามใจจนเสียคน ถึงได้กล้าหนีไปทำตัวตามอำเภอใจ]
โลกทัศน์ที่เพิ่งสร้างใหม่พังครืนลงอีกครั้ง... แต่ก็สมเหตุสมผลอยู่
เธอค้นหาวิธีปลอบประโลมต่อ
แค่ปล่อยพลังจิตออกมาก่อน แล้วใช้พลังจิตสัมผัสร่างจิตก็พอ
สัมผัสน่ะง่ายจริง ๆ แต่เธอยังไม่เคยลองปล่อยพลังจิตออกมา
เธอมองมือตัวเอง แล้วรวบรวมสมาธิเล็กน้อย
ไม่ถึงไม่กี่วินาที เธอก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าพลังจิตของตัวเองแผ่ออกมาแล้ว
มันค่อย ๆ ลอยออกมาเป็นสาย ราวกับหมอกสีขาว
