ท่าทางที่สุขุมเยือกเย็นของเสิ่นเยว่ทำให้หลายคนไม่กล้าทำอะไรต่อ
โดยทั่วไปแล้ว คนที่ถูกรังแกจะต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อการถูกรังแกออกมาให้เห็น เพื่อให้ผู้ที่รังแกรู้สึกสะใจ
คนที่ยืนห้อมล้อมอยู่ตอนนี้ อยากเห็นความไม่สบายใจ ความกลัว ความเจ็บปวด และความไม่ยอมจำนนของเสิ่นเยว่ ไม่ใช่สีหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันไม่เข้าตาเสิ่นเยว่เลยสักนิด
พวกเขามีสิทธิ์อะไร?
ในชั่วพริบตานั้น พวกเขาคิดว่าตัวเองได้รังแกผิดคนแล้ว
แล้วก็ เสิ่นเยว่เพิ่งวางสายโทรศัพท์ไปเมื่อกี้ และเรียกใครบางคนว่าลุงจางในสายนั้น ลุงจางเป็นใคร? เป็นลุงจน ๆ ที่จางเผิงพูดถึงเมื่อกี้นี้หรือเปล่า?
เรียกลุงแบบนี้มาจะมีประโยชน์อะไร? พวกเขา... คงจะเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า
ถึงขั้นมีคนอดไม่ได้ที่จะถามจางเผิงเบา ๆ อีกครั้ง "เฮ้ย นายไม่ได้เข้าใจอะไรผิดใช่ไหม เสิ่นเยว่ดูแล้วไม่เหมือนเด็กจนจริง ๆ เลยนะ ของที่เธอใช้อยู่ก็ดูแพง ๆ ทั้งนั้น"
ตอนนี้ในใจของจางเผิงก็เริ่มลังเล แต่พอคิดถึงบทสนทนาที่ตัวเองแอบได้ยินมาเมื่อกี้ ก็ปักใจเชื่ออีกครั้ง
เสิ่นเยว่ก็เป็นแค่คนจน ๆ คนหนึ่ง ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก ถึงขั้นที่เขายังพอจะคาดเดาได้เลย จากบทสนทนาของเธอกับลุงของเธอ ว่าเสิ่นเยว่คงจะหมดเนื้อหมดตัวกว่าจะส่งเสียให้เธอเข้ามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ได้
ส่วนความสัมพันธ์ของเธอกับซั่งจวินอวี่ เสิ่นเยว่ก็คงแค่ต้องคอยเกาะซั่งจวินอวี่ไว้ไม่ให้ใครรู้ว่าฐานะทางบ้านของเธอจน เพื่อหลอกคนอื่นว่าตัวเองเป็นคุณหนูตระกูลสูงส่ง
ของแพง ๆ พวกนั้น ถ้าไม่ได้ขโมยมา ก็ต้องเป็นของที่หลอกคนอื่นมา
ยังไงก็เถอะ... เอาเป็นว่า วันนี้ขอแค่เขาพิสูจน์ได้ว่าฐานะทางบ้านของเสิ่นเยว่แย่กว่าเขา คนที่ต้องถูกคอยใช้งานต่อไปก็จะมีเพิ่มอีกหนึ่งคน
คิดมาถึงตรงนี้ จางเผิงก็พยักหน้ายืนยันหน้าตาย "ผมแอบได้ยินมากับหูเลย ว่าเสิ่นเยว่ที่บ้านไม่มีเงิน"
ได้ยินจางเผิงยืนยันอีกครั้ง พวกคนอื่น ๆ ก็วางใจ เรื่องมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว
อย่างมากเสิ่นเยว่ก็จะมีซั่งจวินอวี่อยู่เบื้องหลัง ก็แค่ตระกูลซั่ง ไม่ได้มีอำนาจอะไรขนาดนั้นหรอก
หัวโจกประจำห้องตอนนี้ อย่างคุณหนุ่มเสเพลรวยหลายชั่วอายุคนอย่างหลี่ฟ่าน ถึงขั้นเดินตรงเข้ามาหาเสิ่นเยว่ ส่งยิ้มชวนชังให้ "เสิ่นเยว่ เธอก็อย่ามาทำตัวเป็นคุณหนูอีกเลย แค่สัญญาว่าหลังจากนี้จะเชื่อฟังฉัน ฉันก็จะปกป้องเธอ เป็นไง ตระกูลฉันมีอำนาจกว่าของซั่งจวินอวี่อีกนะ"
ก็เสิ่นเยว่สวยจริง ๆ นี่นา ถึงตอนนี้ลูกอ้วน ๆ แบบเด็ก ๆ บนใบหน้าของเธอจะยังไม่ยุบไปหมด แต่จะใช้คำว่าปราณีตมาบรรยายใบหน้าทุกสัดส่วนของเธอก็ไม่ได้เกินจริงเลยสักนิด
"เอางี้ ขอแค่เธอสัญญา พวกที่ขีดเขียนอะไรไว้บนโต๊ะเธอ ฉันจะสั่งสอนให้เอง รับรองไม่ให้พลาดสักคน"
พวกที่เพิ่งทำอะไรบนโต๊ะของเสิ่นเยว่เมื่อกี้ พอได้ยินแบบนี้ก็เริ่มใจเสียกันแล้ว หลี่ฟ่านเป็นคนทำอะไรโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา ไอ้ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าพูดไปงั้น ๆ แน่ สถานะของพวกเขาอาจจะไม่ได้ด้อยกว่าตระกูลของหลี่ฟ่านมากนัก แต่พวกเขาเป็นคนปกติดี คนปกติก็ต้องกลัวคนบ้านั่นแหละ ถ้าเกิดเสิ่นเยว่พยักหน้าตอบตกลงจริง ๆ หลี่ฟ่านก็คงไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่
คิดมาถึงตรงนี้ หลายคนก็มองหน้ากันไปมา สายตาหันไปที่จางเผิง และปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้
"เสิ่นเยว่ อย่ามาโทษพวกเราเลยนะ ก็จางเผิงนั่นแหละที่เข้ามาพูดพล่ามแต่แรกเลยว่าเธอเป็นคนจอมหลอกลวง ฐานะทางบ้านไม่มีจะกิน ของที่ใช้ประจำก็ต้องขโมยมาแน่ ๆ แล้วก็เลยยุให้พวกเราเขียนอะไรลงบนโต๊ะเธอ เราถึงได้ลงมือกัน"
ทันทีที่มีคนหนึ่งปริปากขึ้นก่อน คนอื่น ๆ ก็พาลูกคล้อยตามไปด้วย
"ใช่แล้ว เรื่องนี้มันเป็นความผิดของจางเผิง ไม่เกี่ยวกับพวกเราเลย พวกเราแค่สนุก ๆ กัน"
"เรื่องที่เมื่อกี้พูดจาแรง ๆ ใส่เธอ ก็แค่ให้มันเข้ากับบรรยากาศเท่านั้น อย่าไปคิดมากเลย"
"มันเป็นความผิดจางเผิงทั้งนั้นแหละ เราก็แค่ฟังที่เขาพูด..."
"ใช่! เป็นเพราะจางเผิง!"
จางเผิงเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อ เขาอยากจะอธิบายว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนบอกให้คนอื่นไปขีดเขียนอะไรบนโต๊ะของเสิ่นเยว่ แต่ยังไม่ทันได้พูด ก็ถูกคนอื่นตบไปหนึ่งฉาด
"อันไหนควรพูดอันไหนไม่ควรพูดก็ยังแยกไม่ออก ปกติพี่สอนมึงไว้ยังไง"
หมัดของจางเผิงกำแน่น แล้วก็คลายออก "ขอโทษ ผมเป็นคนผิดเอง"
ทุกอย่างในห้องเรียนเหมือนละครตลกแตก ถึงขั้นมีคนเริ่มเสนอให้จางเผิงคุกเข่าขอขมาเสิ่นเยว่
จางเผิง เอาแต่เงียบไม่พูดอะไรสักคำ
เสิ่นเยว่มองดูเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ตรงหน้า ในหัวกำลังมึนงง ราวกับว่าตรงหน้าเธอไม่ใช่กลุ่มเด็ก แต่เป็นกลุ่มปีศาจร้าย
มีเขี้ยวแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากใครสักคนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ทั้งที่ดูเหมือนจะไม่เคยเจอฉากแบบนี้ แต่เสิ่นเยว่กลับรู้สึกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้มันคุ้นเคยจนเหลือเชื่อ
เสิ่นเยว่จำจางเผิงได้ไม่ชัดเท่าไหร่ จะว่าไป เธอไม่ค่อยสนใจใครในโรงเรียนนอกจากซั่งจวินอวี่สักเท่าไหร่
ดังนั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ต้องเจอกับการใช้ความรุนแรงในโรงเรียน แถมยังต้องเห็นคนอื่นถูกตบต่อหน้าเธอ จิตใจที่ยังอ่อนเยาว์ของเสิ่นเยว่จึงถูกกระแทกอย่างจัง
เธอรู้สึกว่าต้องเป็นเพราะหัวของเธอพังไปแล้วแน่ ๆ ถึงไม่ใช่แค่ความทรงจำจะมีปัญหา แต่ชีวิตของเธอก็ยังมีปัญหาตามไปด้วย
เพื่อนร่วมชั้นเมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้เลย พวกเขายิ้มทักทายเธอ แล้วก็ยังไปซื้อของกับเธอด้วย
ถึงเธอจะเป็นคนออกเงินตลอดก็เถอะ
พอเห็นจางเผิงกำลังจะถูกกดให้คุกเข่าตรงหน้าเธอ เสิ่นเยว่ก็เบี่ยงตัวหลบไปก้าวหนึ่ง แสดงท่าทีว่าไม่อยากมีเอี่ยวกับเกมรสนิยมแย่ ๆ นี้ แถมยังพึมพำอีกว่า "คุกเข่าให้ฟ้าดินและพ่อแม่ อย่ามาคุกเข่าให้กู กูไม่อยากเป็นพ่อมึง"
จางเผิงที่กำลังงองูจะคุกเข่า: ...จู่ ๆ ก็อายขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
ช่างมันเถอะ ไม่คุกเข่าแล้ว
ดีที่ตอนนี้ความสนใจของทุกคนอยู่ที่เสิ่นเยว่ ไม่มีใครสนใจเขา
"นี่ เสิ่นเยว่ ไหนบอกตรง ๆ มาสิว่าพ่อแม่เธอทำงานอะไร"
เสิ่นเยว่ก้มหน้านิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "พ่อฉันไม่มีงานทำ แม่ฉันเต้นรำนาน ๆ ที"
เสิ่นเยว่พูดไปตามความจริง ตอนนี้บริษัทของทางบ้านยกให้พี่ชายคนโตของเธอดูแลทั้งหมดแล้ว ส่วนคุณพ่อก็เอาแต่เอาเงินเก็บที่อุตส่าห์หามาทั้งชีวิตเที่ยวเล่นสนุกไปวัน ๆ
คุณแม่ของเธอยิ่งสบายกว่า ปกติก็ฝึกเต้นอยู่บ้าน จะออกงานก็มีแต่งานใหญ่ระดับประเทศเท่านั้น
แต่คำพูดนี้ พอคนอื่นได้ยินเข้า กลับกลายเป็นเครื่องยืนยันสถานะอันต่ำต้อยของเสิ่นเยว่ทันที
โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ถูกกับเสิ่นเยว่มาตลอด อดไม่ได้ที่จะด่า "ต่ำช้า คนอย่างแกนี่มันถึงกล้าเหล่หน้าใส่พวกเราได้ยังไงเนี่ย?!"
ปกติเด็กคนนี้ก็อิจฉาที่เสิ่นเยว่เกิดมาสวย และมีแต่คนชอบมากกว่าตัวเองอยู่แล้ว พอได้ข้ออ้างที่ฟังขึ้น ก็เริ่มลงไม้ลงมือจะเข้าไปกระชากผมของเสิ่นเยว่ทันที
"ไหนดูซิว่าเจ้าหญิงจอมหยิ่งใส่ของปลอมยี่ห้ออะไรอยู่ ดูเหมือนของจริงซะด้วย"
เจียงหร่วนขยับเข้าใกล้เสิ่นเยว่มากขึ้นเรื่อย ๆ และในหัวของเสิ่นเยว่ ณ ตอนนี้ จู่ ๆ ก็มีภาพความทรงจำในคุกกับพี่สาวหัวโจกผุดขึ้นมา
"จำสามตำแหน่งนี้ให้ดี อันแรก ชกเพื่อตัดกระแสเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ตัดการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมอง
อันที่สอง โจมตีไซนัสคาโรติด อาจทำให้หัวใจเต้นช้าลง ความดันลดลง ถึงขั้นเป็นลมและตายเฉียบพลันได้
อันที่สาม โจมตีกระดูกสันหลังส่วนคอ ทำให้เส้นประสาทไขสันหลังเสียหาย หากทำให้กระดูกสันหลังส่วนคอหัก กดทับ หรือถึงขั้นตัดหลอดเลือดแดงที่คอ ก็อาจทำให้ถึงตายได้
ใครแหยมกับมึง มึงก็แหยมกลับมัน แรงไม่พอก็หาอาวุธมาเสริม กระจ่างยัง?!"
เสิ่นเยว่กระจ่างแล้ว
แรงไม่พอก็หาอาวุธมาเสริม ว่าแล้วเธอก็จับเก้าอี้ข้าง ๆ แล้วก็ปาใส่เจียงหร่วนที่กำลังเอื้อมมือเข้ามาหาแบบนั้นเลย
ถ้าลังเลสักวินาทีเดียว ก็ถือว่าไม่ให้เกียรติพี่สาวหัวโจก
"อ๊าก!!!" เจียงหร่วนตกใจที่เสิ่นเยว่จู่ ๆ ก็สวนกลับทันที ร้องลั่นอย่างห้ามไม่อยู่
เสิ่นเยว่ทำเป็นไม่ได้ยิน เธอเหลือบมองโต๊ะของตัวเอง มีคำสองคำที่สะดุดตามาก นั่นคือคำว่า 'ร่าน' และ 'กะหรี่'
แล้วเธอก็ชี้นิ้วไปที่คำสองคำนี้ แล้วถามคนที่อยู่ใกล้เธอมากที่สุด จางเผิง ว่า "พวกนี้ใครเป็นคนเขียน"
ได้ยินเสียงของเสิ่นเยว่ จางเผิงสะดุ้งโหยงโดยสัญชาตญาณ สมองยังไม่ทันสั่ง แต่ร่างกายตอบสนองอย่างซื่อสัตย์ไปแล้ว เขาชี้ไปที่ใครบางคนไม่ไกลนัก เสียงเด็ดเดี่ยว "เป็นฝีมือของหลินเหยียนซิน!"
เสิ่นเยว่มองไปทางคนคนนั้น "เช็ดสะอาด"
หลินเหยียนซินทำปากยื่นหน้าตายียวน "เพราะอะไรล่ะ"
เสิ่นเยว่ไม่ได้บังคับขู่เข็ญ เพียงแต่ยังคงยึดหลักคำสอนต่อไปว่า แรงไม่พอก็หาอาวุธมาเสริม แล้วก็ยกโต๊ะตรงหน้าขึ้นมาแล้วเขวี้ยงใส่หลินเหยียนซินไปทั้งอย่างนั้น
พวกคนรอบข้างตกใจกันหมด หลินเหยียนซินกระโดดหนีด้วยสีหน้าหวาดหวั่น แต่ก็ยังพยายามทำใจดีสู้เสือ ตวาดใส่เสิ่นเยว่ว่า "เสิ่นเยว่ แกเป็นบ้าไปแล้วรึไง?!"
"พวกเธอกำลังทำอะไรกัน"
คำพูดของหลินเหยียนซินยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงเท่ ๆ ดังมาจากหน้าประตู เป็นซั่งจวินอวี่ที่วันนี้โดนเสิ่นเยว่เทนัดนั่นเอง
ซั่งจวินอวี่เดินเข้ามาในห้อง เห็นหลายคนเพิ่งลุกขึ้นมาจากพื้นก็รู้สึกแปลกใจ แต่เขาไม่ได้ถามอะไร เพราะเพื่อนร่วมชั้นพวกนี้จะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน ไม่มีค่าพอที่จะใช้ประโยชน์
ยกเว้นเสิ่นเยว่ นี่เป็นเรื่องที่คนในครอบครัวคอยกำชับทุกวัน
คิดมาถึงตรงนี้ ซั่งจวินอวี่ก็รู้สึกรำคาญขึ้นมา ทางบ้านคอยบอกให้เขาดูแลเสิ่นเยว่ไม่ให้โดนใครรังแกทุกวัน แต่เสิ่นเยว่จะโดนรังแกได้ยังไง ไม่ไปรังแกคนอื่นก็ดีเท่าไหร่แล้ว
"ใกล้ถึงเวลาเรียนแล้ว กลับไปนั่งที่แล้วเอาหนังสือออกมา" ซั่งจวินอวี่เป็นหัวหน้าห้อง ตระกูลดี เรียนเก่ง ปกติก็มีความเป็นผู้นำ พอเขาปริปาก ทุกคนก็เกือบจะอยู่ในความสงบเรียบร้อยทันที ยกเว้นเสิ่นเยว่
เธอกำลังคิดว่าตัวเองลงมือไปแล้ว ถ้าถามทีหลังจะไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์แล้วสิ? กลับบ้านไปนอนเล่นแบบไม่บริสุทธิ์จะได้ไหมนะ?
คงต้องดูน่าสงสารหน่อยถึงจะได้กลับบ้านไปนอนเล่น
คิดแบบนี้ เสิ่นเยว่ก็มองไปที่กาวบนเก้าอี้ แล้วนั่งลงไปทันที
อืม... ถึงจะดูเหมือนโดนรังแก
พูดกันตามตรงก็คือ เจ็บ เจ็บโคตร ๆ
เฮ้อ ลุงจางทำไมยังไม่มารับเธออีกละ กางเกงเธอกำลังจะชุ่มโชกหมดแล้วเนี่ย!
ชั่วโมงที่สามของการจากเตียงอันเป็นที่รัก คิดถึงมันจัง
ส่วนคนอื่น ๆ ก็เรียบร้อยน่ารัก ทั้งห้องไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครมอีกเลย ทุกอย่างสงบสุขดี๊ดี