เหลียนฝูฉวีล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วใช้ผ้าพันคอเก่าห่อคัมภีร์ฝึกตนก่อนยัดใส่กระเป๋าเรียน แต่ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะ จึงหยิบออกมาเก็บไว้แนบอกแทน
เธอเดินวนอยู่ในห้องรับแขกสามรอบ สุดท้ายก็นั่งลงบนโซฟา จ้องแก้วน้ำบนโต๊ะกลางอย่างเหม่อลอย
พอเสียงกริ่งประตูดังขึ้น เธอก็แทบจะเด้งตัวลุกพรวด
คนที่ยืนอยู่นอกประตูคือเหลียนเช่อ เธอสวมชุดลำลอง ผมสั้นทัดไว้หลังหูอย่างคล่องแคล่ว แววตาและคิ้วคมกริบตามแบบฉบับทหาร
“ฝูฉวี มีเรื่องอะไรถึงพูดทางโทรศัพท์ไม่ได้?”
เหลียนเช่อเหลือบมองสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อยของหลานสาว แล้วขมวดคิ้วบาง ๆ
เหลียนฝูฉวีปิดประตู จากนั้นตรวจดูอีกครั้งว่าปิดม่านสนิทแล้วหรือไม่ ก่อนสูดหายใจลึก
“น้าคะ นั่งก่อนค่ะ”
เธอนั่งลงตรงข้าม แล้วเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ยกเว้นเรื่องที่เธอไม่เคยมีชีวิตอยู่เกินอายุ 20 ปีในแต่ละชาติ
ห้องรับแขกเงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาบนผนังเดิน
สีหน้าของเหลียนเช่อเปลี่ยนจากสงสัยในตอนแรก เป็นเคร่งขรึม ตกตะลึง และสุดท้ายก็กลายเป็นความรู้สึกซับซ้อนที่เหลียนฝูฉวีไม่เคยเห็นบนใบหน้าของเธอมาก่อน
“ฝูฉวี” เสียงของเหลียนเช่อฟังดูตึงเครียดเล็กน้อย “รู้ไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่?”
“รู้ค่ะ” เหลียนฝูฉวีหยิบคัมภีร์ฝึกตนออกมาจากอก วางลงบนโต๊ะกลาง
“น้าคะ อาจารย์ยังให้เคล็ดวิชาฝึกตนกับหนูด้วย ตอนนี้ฝึกเพื่อเสริมสร้างร่างกายก่อน พอถึงเวลา ก็จะเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าและเริ่มฝึกตนอย่างแท้จริงค่ะ”
เหลียนเช่อยื่นมือออกไป แต่พอปลายนิ้วแตะคัมภีร์ก็ชักกลับทันที
เธอเงยหน้ามองเหลียนฝูฉวีอย่างฉับพลัน
เหลียนฝูฉวีไม่มีทางล้อเล่นเรื่องแบบนี้ แต่เพราะอย่างนั้น เรื่องนี้ถึงยิ่งทำให้คนฟังขนลุก
เหลียนเช่อลุกขึ้นเดินไปมาอยู่สองรอบ พอหยุด สีหน้าก็สงบลงไปกว่าครึ่งแล้ว
“ฝูฉวี” น้ำเสียงของเธอกลับมาราบเรียบ “กลับกองทัพกับน้า”
“ได้ค่ะ น้า”
เหลียนฝูฉวีลากกระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้ตั้งนานแล้วออกมาจากข้างโซฟา ล้อกระเป๋ากลิ้งครืดคราดไปบนพื้นสองรอบ
เหลียนเช่อมองกระเป๋าใบนั้น มุมปากกระตุกเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
“เตรียมตัวไว้ก่อนดีเหมือนกันนะ”
“หนูเริ่มเก็บของหลังจากวางสายแล้วค่ะ” เหลียนฝูฉวีสารภาพตามตรง “หนูคิดว่าเรื่องนี้พูดทางโทรศัพท์คงอธิบายไม่รู้เรื่อง แล้วน้าต้องให้หนูไปด้วยแน่ ๆ”
เหลียนเช่อไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหยิบคัมภีร์ฝึกตนขึ้นมาแล้วยัดไว้ใต้เสื้อ
เหลียนเช่อพาเหลียนฝูฉวีขับรถตรงดิ่งเข้าเขตทหาร
รถจอดหน้าอาคาร ตอนลงจากรถเหลียนเช่อก้าวยาวและเร็วมาก เหลียนฝูฉวีแทบต้องวิ่งเหยาะ ๆ ตาม
ระหว่างทางเดิน มีคนในเครื่องแบบทหารสองสามคนทักทายเหลียนเช่อ เธอเพียงพยักหน้ารับโดยไม่หยุดฝีเท้า
ทั้งสองมาถึงห้องทำงานของผู้บัญชาการ
เหลียนเช่อเคาะประตูสองครั้ง เสียงหนักแน่นจากด้านในตอบว่า “เข้ามา”
“ท่านผู้บัญชาการ ฉันมีเรื่องสำคัญต้องรายงานค่ะ!”
“เสี่ยวเหลียน ทำไมถึงพาเด็กมาด้วยล่ะ?” เว่ยฉงซานเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร คิ้วสีดอกเลาขมวดเข้าหากัน สายตามองข้ามเหลียนเช่อไปยังเหลียนฝูฉวีที่อยู่ด้านหลัง
“สวัสดีค่ะ ท่านผู้บัญชาการ” เหลียนฝูฉวีทักทายอย่างเรียบร้อย
เหลียนเช่อปิดประตูแล้วล็อกจากด้านใน เสียงคลิกดังชัดเจนเป็นพิเศษในห้องทำงานอันเงียบสงัด
“ท่านผู้บัญชาการ เรื่องที่ฉันจะรายงานต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับฝูฉวีค่ะ รบกวนท่านดูก่อน” เหลียนเช่อหยิบคัมภีร์สีขาวนวลออกมาจากอกแล้วยื่นให้
เว่ยฉงซานรับคัมภีร์มา พลิกดูแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้วยิ่งกว่าเดิม “นี่คืออะไร?”
“เคล็ดวิชาฝึกตนค่ะ”
“แค่ก ๆ!” เว่ยฉงซานสำลัก เขาวางคัมภีร์ลงบนโต๊ะ สีหน้าขรึมลง “เสี่ยวเหลียน พูดแบบนี้ส่งเดชไม่ได้นะ ถ้าคนอื่นจับได้ เธอหนีข้อหางมงายไม่พ้นหรอก เป็นถึงผู้บังคับการฝ่ายการเมือง ยังจะนำคนทำเรื่องแบบนี้อีกหรือ?”
“ท่านผู้บัญชาการ เรื่องนี้เป็นความจริงค่ะ อาจารย์ของฉันคือนาจาไท่จื่อองค์ที่สาม เขาบอกฉันด้วยตัวเอง”
เหลียนฝูฉวีโผล่ศีรษะออกมาครึ่งหนึ่งจากด้านหลังเหลียนเช่อ
“อาจารย์บอกว่าอีกหนึ่งปีฟ้าดินจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสค่ะ”
เว่ยฉงซานหยิบคัมภีร์ขึ้นมาอีกครั้ง ปกสีขาวนวลเปล่งประกายอ่อนโยนอยู่ในฝ่ามือหยาบกร้าน แสงนั้นดูไม่เหมือนแสงสะท้อน กลับคล้ายส่องออกมาจากเนื้อกระดาษ
เขาเปิดไปยังหน้าแรก ภาพเส้นลมปราณอันแน่นขนัดแผ่ขยายอยู่ตรงหน้า ไออุ่นสายหนึ่งไหลจากปลายนิ้วขึ้นมา ราวกับลำธารสายเล็ก
เขาปิดคัมภีร์ฉับพลัน แล้วเงยหน้ามองเหลียนฝูฉวี
“พวกเธอรู้ไหมว่าการรายงานเท็จมีผลอย่างไร?”
“พวกเราทราบค่ะ ท่านผู้บัญชาการ ฉันกับฝูฉวีจะรับผิดชอบเอง” เหลียนเช่อยืดแผ่นหลังตรง น้ำเสียงไม่สั่นแม้แต่น้อย
เว่ยฉงซานเงียบไปครู่หนึ่ง ใช้นิ้วเคาะคัมภีร์เบา ๆ ราวกับกำลังชั่งใจ
“ฝูฉวี เรื่องฟ้าดินเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยังมีข้อมูลอย่างอื่นอีกไหม?”
“เอ่อ... คืนนี้หนูจะลองถามดูค่ะ” เหลียนฝูฉวีเกาศีรษะอย่างกระดากอายเล็กน้อย
“ดี เรายังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม” เว่ยฉงซานส่งคัมภีร์คืนให้เหลียนเช่อ
หลังเหลียนฝูฉวีกินมื้อเย็นเสร็จ เธอก็แช่ชามกับตะเกียบไว้ในอ่างล้างจาน แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง
ม่านปิดสนิท โทรศัพท์ปรับเป็นโหมดเงียบวางคว่ำอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ร่างของเธอนอนเหยียดตรงเป๊ะราวกับคนที่กำลังรอเข้าพิธีฝังศพ
ไม่สิ เหมือนกำลังรอเข้าสู่ห้วงฝันต่างหาก
วินาทีที่หลับตาลง สติของเธอก็ดิ่งวูบ แล้วกลับไปยังพื้นที่เมื่อคืนอีกครั้ง
รอบด้านขาวโพลนไปหมด เหลียนฝูฉวีกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นอะไรเลย
“โอ๊ย!”
เธอถูกเคาะท้ายทอยเบา ๆ ทีหนึ่ง
เหลียนฝูฉวีกุมศีรษะร้องออกมา พอหันไปดูก็เห็นนาจาปรากฏตัวอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เขากอดอกลอยอยู่กลางอากาศ
“อาจารย์มาถึงตั้งแต่เมื่อไรคะ?”
“เพิ่งมา”
นาจาสะบัดข้อมือ ทวนเล่มหนึ่งก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่าในฝ่ามือของเขา ด้ามทวนส่องประกายขาวจ้า ปลายทวนวาววับด้วยประกายเย็นเยียบ พุ่งตรงเข้าหาใบหน้าของเธอ
เหลียนฝูฉวียื่นมือไปรับโดยสัญชาตญาณ ฝ่ามือพลันหนักอึ้งจนเกือบถูกแรงดึงให้ถลาไปข้างหน้า
ทวนเล่มนี้หนักกว่าที่เธอคิดไว้มาก
“ฝึกสิ”
“หนูทำไม่เป็น...”
ยังพูดไม่ทันจบ ร่างกายของเธอก็ขยับไปเองแล้ว
มือเท้าราวกับถูกบางสิ่งชักนำ เท้าซ้ายถอยไปด้านหลัง แขนขวายื่นไปข้างหน้า ปลายทวนกรีดผ่านอากาศเป็นเส้นโค้งสีเงิน
สมองของเหลียนฝูฉวียังไม่ทันตอบสนอง ร่างกายก็หมุนไปเกือบครึ่งรอบแล้ว ด้ามทวนไถลผ่านข้างเอว พาลมเย็นวูบหนึ่งตามมา
เธอสะดุ้งตกใจ จากนั้นก็รู้สึกได้ถึงกระแสไออุ่นสายหนึ่งที่ผุดขึ้นจากตันเถียน ไหลไปตามเส้นลมปราณและแทรกซึมเข้าสู่แขนขาทั่วร่าง
เธอปรับตัวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มตามท่วงท่าของทวนยาวได้จริง ๆ
ทุกกระบวนท่าเหมือนสิ่งที่สลักอยู่ในกระดูกค่อย ๆ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทีละน้อย
“อาจารย์ เล่าเรื่องฟ้าดินเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้หนูฟังหน่อยสิคะ” เหลียนฝูฉวีพูดไปพลางฝึกไปพลาง
“อยากรู้หรือ?”
“อื้อ ๆ!” เธอพยักหน้าหงึก ๆ ราวกับลูกเจี๊ยบจิกข้าว ปลายทวนเกือบจิ้มหลังเท้าตัวเอง
“ไม่บอก”
“อย่าสิคะอาจารย์ หนูได้รับภารกิจมานะ”
มือของเธอยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด น้ำเสียงแฝงแววอ้อนวอนอยู่หลายส่วน
“พวกเรารายงานท่านผู้บัญชาการไปแล้ว ท่านบอกว่าข้อมูลยังไม่พอ ให้หนูถามเพิ่มอีกหน่อย อาจารย์ช่วยหนูหน่อยนะคะ”
นาจาเงียบไปครู่หนึ่ง ในพื้นที่สีขาวโพลนมีเพียงเสียงฟึ่บฟั่บจากทวนที่เธอกวัดแกว่ง
เขเอียงศีรษะมองเธอแวบหนึ่ง “อ่านนิยายไหม?”
