“เอ๊ะ เมิงเมิง ทำไมเดินลงมาถึงเดินกะเผลกแบบนั้นล่ะ?” ซูสือหยู่เอียงคอมอง เห็นเธอจับราวบันไดค่อย ๆ ขยับเท้า จึงเผลอถามออกมา
หัวใจเฉินเมิงเมิงสะดุดวูบ เธอซ่อนข้อเท้าไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว
สมองของเธอแล่นปรื๋อ “อุ๊ย เมื่อกี้เผลอเหยียบผ้าขนหนูเปียกเข้าให้ พื้นมันลื่นเลยข้อเท้าพลิกน่ะ ไม่เป็นอะไรมากหรอก!”
“อ๋อ งั้นก็ระวังหน่อยนะ”
ซูสือหยู่พยักหน้า แล้วยื่นแก้วน้ำอุ่นให้ ก่อนจะไม่ถามอะไรต่อ
ตอนทั้งสองนั่งกินข้าวด้วยกัน เฉินเมิงเมิงก้มหน้าคุ้ยเขี่ยเม็ดข้าว ก่อนจะแอบใช้ปลายเท้าเขี่ยน่องเย่หยางเบา ๆ
“เป็นความผิดนายทั้งนั้น! เกือบโป๊ะแตกแล้ว รู้ไหมเนี่ย...”
ใบหูของเธอแดงก่ำ เธอเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง
“ฮี่ ๆ ก็เราโชคดีนี่นา” เย่หยางยิ้มกว้าง ปลายตะเกียบยังมีเมล็ดงาติดอยู่หนึ่งเมล็ด
เพราะช่วงบ่ายทั้งสี่คนต้องกลับมหาวิทยาลัย ตอนเช้าเย่หยางจึงได้แต่ฝืนใจเล่นบอร์ดเกม หั่นผลไม้ และดูรายการวาไรตี้เป็นเพื่อนพวกเธอ
แต่ทันทีที่เย่เสี่ยวหยูกับเพื่อนอีกสองคนเข้ามาใกล้ เขากับเฉินเมิงเมิงก็ไม่กล้าแม้แต่จะให้ปลายนิ้วแตะกัน
เฉินเมิงเมิงเองก็นั่งไม่ติด ใจเต้นระรัวราวกับมีกระต่ายตัวหนึ่งกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ข้างใน เธออยากเกาะติดเขา แต่ก็กลัวคนอื่นจับได้ว่าสนิทกันเกินไป นิ้วจึงเอาแต่บิดชายเสื้อไปมา จนลืมกินขนมที่ชอบด้วยซ้ำ
พอถึงช่วงบ่าย เย่หยางก็เหยียบคันเร่ง ขับรถจีไปส่งทั้งสี่คนถึงหน้าหอพักหญิงอย่างปลอดภัย
