“ฮ่า ๆ ไม่แกล้งแล้ว!”
“เอาจริงนะ พี่หยาง คราวนี้คุณกลับหมู่บ้านมากะทันหันได้ไงเนี่ย”
“ลาพักร้อนมาเที่ยวเล่นรึเปล่า”
“เที่ยวเล่นอะไรกัน ฉันลาออกจากงาน กลับบ้านนอกแล้ว”
เย่หยางโบกมือพร้อมรอยยิ้ม
“หา ลาออก?!”
เย่ไห่หล่างทำหน้าตกใจ “ไม่จริงน่า พี่ไม่ได้กำลังดังในบริษัทใหญ่ที่นครปีศาจเหรอ ได้ยินว่าเงินเดือนทั้งปีซื้อรถเก๋งเล็ก ๆ ได้เลยนี่”
“เงินเดือนสูงแล้วไง”
เย่หยางยักไหล่ “ทำงานโอทีทุกวันจนตีหนึ่ง ตัวเลขในใบตรวจสุขภาพขึ้นเป็นสีแดงสลับเขียว ผิดปกติเต็มไปหมด
ค่าเช่าบ้านค่าน้ำค่าไฟก็ถาโถมจนหายใจไม่ออก เลยเลิกทำซะเลย กลับมาสูดลมทะเล ฟังเสียงคลื่น นับดาว ไม่ดีกว่าเหรอ”
“ยอมแล้วครับพี่ พี่นี่คิดอะไรแล้วทำเลยจริง ๆ!”
เย่ไห่หล่างทำปากจุ๊บจั๊บ แล้วถามยิ้ม ๆ ว่า “ถ้าอย่างนั้น...พี่กะจะอยู่ที่นี่สักสิบวันครึ่งเดือนรึ”
“หึ ๆ มากกว่านั้น”
เย่หยางกะพริบตา “ผมไม่ไปแล้ว”
“หา ไม่ออกไปแล้วจริง ๆ เหรอ?!”
เย่ไห่หล่างเบิกตากว้าง “พี่ไม่ได้เป็นไข้นะ บัณฑิตเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยดัง ๆ จะมาหมกตัวอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่ส่งพัสดุยังต้องรอตั้งอาทิตย์น่ะ ต้องการอะไรกัน”
“ต้องการอะไร?”
เย่หยางหัวเราะ “ก็ที่นี่อากาศฟรี น้ำทะเลมีล้น นอนก็ไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกไง”
“ไม่จริงน่า...”
“พี่ว่าจะอยู่จริง ๆ เหรอ”
“แล้วจะทำอะไร เป็นโฆษกของหมู่บ้านเหรอ”
“โฆษกอะไรกัน” เย่หยางหัวเราะลั่น “บรรพบุรุษเราก็ทอดแหจับปลามาแต่ไหนแต่ไร กลับมาคราวนี้ก็แน่นอนสิ...กลับมาเดินตามรอยคนแก่...เป็นชาวประมง!”
“หา?”
“เป็นชาวประมง จับปลาน่ะ?”
“พี่หยาง นี่พูดจริงเหรอ”
เย่ไห่หล่างมีสีหน้าเต็มไปด้วย “นี่มันเหมือนนิทานอาหรับ” แววตาเต็มไปด้วยความยากจะเชื่อ
“ฉันจะหลอกนายทำไม ฉันไม่ได้หลอกเอาเงินนายนิ” เย่หยางกลอกตาใส่เขา
“แต่นี่เพราะอะไรกัน ที่นครปีศาจมีงานเงินเดือนสูง มีรถไฟใต้ดินสะดวก มีร้านกาแฟคนดัง ยังไงก็ไม่ดีกว่าแถวนี้ ที่ต้องลงทะเล เก็บเปลือกหอย ตากปลาแห้งเหรอ”
“ดีอะไรกัน”
เย่หยางชี้ไปยังผิวน้ำทะเลที่ส่องประกายระยิบระยับตรงหน้า ยิ้มแล้วพูดว่า “นายดูสิ ตอนนี้อาหารทะเลมีค่ามากนะ เราลงเรือไปสักวัน เก็บปลาเก๋าสักสองสามตัว ปลาอินทรีอีกสักห้าหกตัว ขายได้เงินอาจมากกว่าที่ฉันนั่งกดคีย์บอร์ดสามเดือนอยู่ในห้องเล็ก ๆ นั่นอีก!”
“อีกอย่าง ช่วงก่อนหน้านี้ที่เจียงเจ้อ นายเรือเอกที่ดังมาก ก็ทอดแหครั้งเดียวได้ปลาจวดเหลืองป่าเต็มสี่พันชั่ง พลิกมือขายทำเงินได้ถึงหมื่นล้าน! นี่บอกอะไร บอกว่าทะเลไม่เคยใจแคบ ขึ้นอยู่กับว่านายจะเก็บเกี่ยวเป็นหรือเปล่า!”
“พี่หยาง!”
เย่ไห่หล่างรีบโบกมือ “อาหารทะเลน่ะ แพงจริง! ข่าวดังฉันก็เห็น!”
“แต่ประเด็นสำคัญก็คือ ปลาในทะเลไม่เหลือมากแล้วไง!”
“ขนาดพวกตาแก่ในหมู่บ้านที่ออกเรือมาสามสิบปี โยนแหสิบทีก็ยังไม่เห็นปลากระโดดสามตัวเลย! ไม่ต้องพูดถึงคนอย่างพี่ ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัย แล้วครั้งแรกที่จับพวงมาลัยก็เป็นจักรยานเช่าเนี่ยนะ ‘ชาวประมงบนบก’!”
“ทั้งหมู่บ้านตอนนี้ ไม่ส่งอาหารเดลิเวอรี่ ก็ไลฟ์สด หรือไม่ก็เลี้ยงปลา แปรรูปของแห้ง พี่นี่แหละ หิ้วคันเบ็ดมาบอกจะฟื้นฟูประมงเนี่ยนะ”
เขาแบมือทั้งสองข้าง หน้าตาเต็มไปด้วยแวว “ความคิดพี่นี่มันเหลวไหลชะมัด”
เย่หยางฟังแล้วหัวเราะออกมา
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เหล่ตามองเย่ไห่หล่าง “ไง อาหล่าง ตอนนี้นายคิดว่า...พี่หยางของนาย แหก็ยกไม่ไหว เชือกสมอก็ดึงไม่ขึ้นรึไง”
“ฮ่า...”
เย่ไห่หล่างหลุดขำเสียงเหมือนห่านร้อง “พี่หยาง สอบได้เต็มฉันนับถือ แต่เรื่องจับปลานี่...วอนเถอะ กลับบ้านไปฝันต่อเถอะ! อย่าว่าแต่เทียบกับชาวประมงเก่าเลย แค่สองเราออกเรือลำเดียวกัน ป่านฉะนี้พี่คงต้องรับหน้าที่จุดธูปอ้อนวอนให้ปลามันกินเบ็ด!”
“โอ๋?”
เย่หยางเลิกคิ้ว ค่อย ๆ เอามือไปด้านหลัง คว้ากระสอบฟางที่พองป่องขึ้นมา แกว่งตรงหน้าเย่ไห่หล่าง “ได้ งั้นนายเบิกตาให้กว้างก่อน มองชัด ๆ ว่าข้างในนี้มีอะไร!”
“ไอ้นั่นอะไรน่ะ”
เมื่อครู่เย่ไห่หล่างมัวแต่ตื่นเต้น ไม่ได้สังเกตกระสอบนี้เลย พอได้ยินแบบนี้ เขารีบนั่งยอง ๆ รูดเปิดปากกระสอบขึ้น
และต่อจากนั้น เขาก็แข็งค้างไปทั้งร่าง
“เฮือ—ก!!”
“พี่หยาง!! นี่ไปได้ของส่งขายปลามาจากไหนเนี่ย?!”
“สวรรค์! ปลาเก๋าตัวใหญ่เต็มเลย! นี่ต้องกี่บาทนะ!”
“โอ้โห...ปลานี่ยังดิ้นอยู่เลย!”
“คุณพระคุณเจ้า!”
ปลาที่อยู่ในกระสอบยังดิ้นกระแด่ว ๆ หางสะบัดจนน้ำกระเด็นไปทั่ว เหงือกปลาขยับอ้าปิด หายใจรวยรินกันทุกราย
ปลาพวกนี้ตัวจ้ำม้ำ อย่างน้อยก็ยี่สิบกว่าตัว
ที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือปลาเก่าตัวใหญ่สามตัวที่มีจุดสีเทาขาว ท้องปลามันวาวมีประกายเขียว
ตอนนี้ตามตลาด ถ้าเป็นปลาเก่าป่าตัวหนักครึ่งชั่ง ในตลาดสดติดป้ายราคาเริ่มต้นสามร้อยหยวนขึ้นไปสามตัวนี้รวมกันเกือบสิบชั่ง คิดรวมกับปลาเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ มูลค่าสี่ห้าพันหยวนไม่หยุด!
พอมองเห็นคันเบ็ดสามคันที่พาดไหล่เย่หยางยังมีน้ำหยดติ๋ง ๆ สมองของเย่ไห่หล่างก็ “แกร็ก” หนึ่งที หรือว่าเมื่อกี้มันไปตกปลาจริง ๆ และยังไปยึดรังปลามาด้วยน่ะ
แต่นี่ที่ไหนมีคนตกปลาได้อย่างกะรับมาส่งขายส่ง
ถ้าเจ๋งจริงแบบนี้ ลุงหวังข้างบ้านคงขนเก้าอี้นอนไปหมอบที่ท่าเรือรอโกยเงินแล้ว!
“พี่หยาง...” เย่ไห่หล่างขยี้ตา “ปลาพวกนี้...ใช้สาย กับเบ็ด แล้วก็เหยื่อหนึ่งถัง ตกขึ้นมาได้จริง ๆ เหรอ”
“ไม่งั้นล่ะ” เย่หยางยิงฟันยิ้ม จงใจลูบถุงปลา “หรือฉันแอบไปขโมยมาจากกรมประมงมา”
“ไหว ๆ พี่หยางเทพ!”
เย่ไห่หล่างยกนิ้วโป้งให้ แต่น้ำเสียงยังมีแววกังขา “แต่...ฉันว่านะ พี่น่ะ ต้องดวงเฮงเดินสะดุด แหย่คันเบ็ดทีเดียวเข้ารังปลาพอดีแน่! โชคล้วน ๆ!”
“หึ”
เย่หยางกลอกตามองบน ขี้เกียจตอบ
มียาเรียกปลา แถมมีระบบราชาแห่งท้องทะเลขั้นสุดเป็นกองหนุน มีแต่นี้ต่อไป ถ้าทอดแหหรือเหวี่ยงเบ็ด ก็รอเก็บเกี่ยวให้เต็ม การตบหน้าน่ะ ไม่ต้องรีบ ค่อยเป็นค่อยไป
“ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว!”
เย่หยางสะบัดมือ “อาหล่าง เราสองคนไม่ได้นั่งดื่มกันเต็มที่มากี่ปีแล้ว คืนนี้มาที่บ้านฉัน จัดเต็ม!”
“ถือโอกาสเอาเก๋าตัวใหญ่สุดสองตัว ตุ๋นน้ำซุปปลาเข้มข้นสีขาวนวล ปลาจากหมู่บ้านชาวประมงบ้านเรา ต้องทันจับทันทำถึงจะเรียกว่าสด! รสชาตินี่ฉันเฝ้าคิดถึงมาสามปี!”
เมื่อก่อนตอนอยู่หมู่บ้าน เขาแทะปลาหมึกย่างจิบเบียร์ก็มีความสุขได้ครึ่งค่อนวัน ต่อมาอ่านหนังสือที่นครปีศาจ จานรวมทะเลยกมาติดป้ายแปดร้อยแปดสิบ เขาได้แต่วางตะเกียบเงียบ ๆ กินบะหมี่ถ้วยต่อไป...
กลับมาคราวนี้ ต้องชดใช้คืนให้หมด! ทุกมื้อกุ้งมังกร หอยเป๋าฮื้อ ไม่กล้ารับปาก แต่ปลาเก่า ปลาไหล ปลาสิงห์คางดำ จัดเต็ม!
“พี่หยาง ถ้าไม่ตายยังขายง่ายอยู่ แต่ข้ามคืนไปเกลือกชี้ฟ้าท้องชี้ฟ้าหมดนะครับ!”
เย่ไห่หล่างพูดอย่างร้อนใจ
“ขาย ขายอะไรกัน” เย่หยางโบกมือ หัวเราะ “ปลาที่ทำในครัวตัวเองไม่หอมรึไง จะเอาไปแลกเงินทำไม”