ปี 1942 ตรงกับปีที่ 31 ของสาธารณรัฐจีน
ภัยแล้งครั้งใหญ่แผ่ปกคลุมทั่วทุกสารทิศ
หมู่บ้านต้าเจ่า ณ ชายแดนเหอหนาน พื้นดินแดงกร่ำปรากฏร่องรอยแตกระแหงราวกับกระดองเต่า ควันดำบนยอดเขาพัดพากลิ่นคาวจาง ๆ
บนเขายังมีต้นไม้เหลืออยู่บ้าง เปลือกไม้ถูกแทะจนเกลี้ยงเกลา ตั้งตระหง่านโล้น ๆ อยู่บนเนิน
บ้านอิฐดินในหมู่บ้านเอียงเท่ พร้อมจะถล่มลงมาทุกเมื่อ
เจ้าชุยฮวาสวมเสื้อสั้นเนื้อหยาบสีเทา รอยปะบนชุดมีมากกว่าผืนผ้าเสียอีก
เธอก้มหน้ามองก้อนแป้งในมือที่จับเป็นเนื้อเดียวกันกับรำข้าว ผักป่า และผงรากไม้
แววตาสิ้นหวัง เธอกัดมันลงไป รสขมฝาดฝืดคอ ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาไหลรินก่อนจะเอื้อนเอ่ย
"ไม่ได้อยากกินของขม แล้วก็ไม่ได้บอกว่าอยากกินดินนะ..."
เจ้าชุยฮวาเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชาติก่อนทำกรรมอะไรไว้ เพิ่งจะมีชีวิตดี ๆ กลับทะลุมิติมาเสียได้
แถมยังทะลุมิติมาถึงปี 1942 ซึ่งเป็นปีที่ชาวนายากลำบากนัก เธอยิ่งต้องผจญอยู่ระหว่างความเป็นความตาย
เธอในฐานะคนยุค 80 ก็ผ่านความลำบากมามากแล้ว แต่ก็ยังดูถูกตัวเองเกินไป ยังต้องมาพบกับความทุกข์ที่หนักหนากว่านี้
เจ้าชุยฮวารู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ หรือชาติก่อนเธอจะเป็นปีศาจสมุนไพรหวงเหลียน
"ไม่ใช่สิ ชาตินี้รวมกับชาติก่อนก่อนทะลุมิติ ต้องเป็นชาติก่อนโน้นที่ทำกรรมไว้..."
เจ้าชุยฮวาทะลุมิติมาที่นี่ได้สามวันแล้ว และยืนยันแล้วว่ามิติสวรรค์หายไป ระบบก็ไม่ตอบสนอง
เจ้าของร่างเดิมชื่อเหมือนเธอ อายุเท่ากัน กระทั่งเรื่องที่สามีตายก็ยังเหมือนกันอีก
ก่อนทะลุมิติ เจ้าชุยฮวาก็ชื่อเจ้าชุยฮวา เป็นบล็อกเกอร์ชีวิตชนบทคนหนึ่ง
เธอเรียนจบการศึกษาภาคบังคับเก้าปีแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ทำงานต่างถิ่นในช่วงแรก ๆ หลังจากนั้นก็อยู่บ้านทำไร่มาตลอด
ต่อมามีการไลฟ์สด เธอก็ตามกระแส ไลฟ์สดให้ดูการทำอาหารและปลูกผัก รวมถึงเรียนรู้ความรู้สมัยใหม่ จนมีแฟนคลับกลุ่มใหญ่
เจ้าชุยฮวาเพิ่งจะซื้อรถให้ตัวเอง สอบใบขับขี่ผ่าน ยังไม่ทันได้เหยียบคันเร่ง ก็ถูกคนเมาแล้วขับพุ่งชนส่งตรงมาสู่ยุคสาธารณรัฐ
"ฮึบ ฮึบ—"
ลมหายใจของเจ้าชุยฮวาหนักขึ้น แววตาหมองหม่น จ้องมองนิ้วมือที่ซูบผอมราวกับฟืน
"นี่มันปี 1942 นะ!"
ที่ที่เธออยู่ตรงนี้คือหมู่บ้านเล็ก ๆ ชายแดนเหอหนาน ปีนี้เหอหนานเกิดภัยแล้ง คนในหมู่บ้านล้มตายก็ตาย หนีก็หนี
คนที่เหลือก็ไม่ต่างจากเจ้าชุยฮวาเท่าไร นอนอดตายอยู่ที่บ้าน รอความตาย
เจ้าชุยฮวาสูดจมูก ระมัดระวังกัดขนมแป้งคำเล็ก ๆ อมไว้ในปาก กล้ำกลืนไม่ลง รสขมจนทำให้เธอต้องหลับตาปี๋
แต่เธอก็ยังไม่กล้าคายทิ้ง นี่คือขนมแป้งก้อนสุดท้ายของเธอแล้ว เธอไม่อยากตายที่นี่หรอก
"เปลือกไม้รอบ ๆ ก็ไม่มีแล้ว อยู่ที่นี่ก็คือทางตัน"
เจ้าชุยฮวาค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ใช้แขนเสื้อสีเทาด้าน ๆ เช็ดดวงตา เงยหน้าพูด
"ฉันตายไม่ได้ ฉันไม่อยากตาย ฉันต้องไปจากที่นี่ การมีชีวิตอยู่คือความหวัง ถึงจะได้เห็นโลกใบนี้..."
"มีใครอยู่ไหม?"
"นี่บ้านโจวจิ่นเหยียนหรือเปล่า?"
เสียงผู้ชายดังฟังชัดลอยมาจากหน้าประตูรั้ว เจ้าชุยฮวาหวาดกลัว มองซ้ายมองขวาไปรอบ ๆ หยิบไม้กวาดที่ทำจากกิ่งไผ่ขึ้นมา
แค่ฟังเสียงก็รู้ว่าต้องเป็นผู้ชายมีแรง ถ้าเป็นอันธพาล เธอแค่จะยืนขึ้นก็ยังเหนื่อย นั่นคงเป็นเรื่องอันตรายแน่
"แต่ว่าใครคือโจวจิ่นเหยียน?"
เจ้าชุยฮวาเริ่มสงสัย หรือจะเป็นญาติของเจ้าของร่าง?
คิดได้ดังนั้น เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยังขานรับ
"ใครน่ะ?"
หม่าเจี้ยนกงเห็นว่าหมู่บ้านไร้ผู้คนจนนึกว่าจะหาคนไม่เจอ แต่ไม่คิดว่าจะยังมีคนตอบ
"ท่านน้า ผมคือหม่าเจี้ยนกงเอง เป็นคนจากที่ทำงานของโจวจิ่นเหยียน ลูกชายท่าน รับท่านไปอยู่หนานจิงสบาย ๆ น่ะ!"
เจ้าชุยฮวาได้ยินเช่นนี้ ทั้งตัวก็ชะงักค้าง เจ้าของร่างยังมีลูกชายอีกคน
ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ เธอโยนไม้กวาดทิ้งด้วยความดีใจ ประสานมือพนมไหว้
"ใครว่าฉันไม่มีพรสวรรค์วิเศษกัน!"
ทันใดนั้นเจ้าชุยฮวาก็ตระหนักได้ว่า เหตุที่เจ้าของร่างยังอยู่ที่นี่ไม่ออกไปไหน อาจเป็นเพราะรอลูกชายของตัวเอง ถ้าออกจากหมู่บ้านไปในยุคสงคราม บางทีอาจไม่ได้พบหน้ากันอีกเลย
เจ้าชุยฮวาเอามือกุมหน้าอก รู้สึกอึดอัดในใจ นี่คือวิธีที่เรียบง่ายและซื่อตรงที่สุดของแม่ ที่รออยู่ที่เดิมให้ลูกชายกลับบ้าน
"เอี๊ยด!"
ประตูไม้ที่โยกเยกถูกเปิดออกเล็กน้อย เจ้าชุยฮวาโผล่ดวงตาคู่หนึ่งออกมา จ้องมองคนข้างนอก
หม่าเจี้ยนกงถูกดวงตาที่โปนและซูบผอมนั้นทำเอาตกใจ รีบถอยหลังไปสองก้าว
"ท่านน้า ผมคือหม่าเจี้ยนกงเอง ทำงานที่เดียวกันกับโจวจิ่นเหยียน ลูกชายท่านนะครับ"
หม่าเจี้ยนกงยิ้มประจบสอพลอ ฟันหน้าสองซี่ทาบลงบนริมฝีปากล่าง ราวกับหนูตัวตุ่นกลับชาติมาเกิด
ดวงตากลมโตกลอกไปมา แววตาจับจ้องไปที่ผู้หญิงสวมชุดเนื้อหยาบปะชุน
ผู้หญิงคนนี้ดูอายุราวสี่สิบ ทั้งตัวซูบผอมจนเสียรูปทรง
เขาดีใจอยู่ในใจ ครั้งนี้โจวจิ่นเหยียนคงต้องติดบุญคุณเขาครั้งใหญ่แน่
ถ้าไม่ใช่เพราะเขารีบมา เกรงว่าแม่ของโจวจิ่นเหยียนคงจะตายที่นี่ไปแล้ว
เจ้าชุยฮวาแอบประเมินผู้ชายตรงหน้าอยู่ในใจ พลางรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา
ผมแสกกลางใส่น้ำมัน ชุดสูทตาหมากรุก ใบหน้าซูบตอบ ฟันยื่น ดูท่าแล้วไม่เหมือนคนดีเลยนะ!
เจ้าชุยฮวาใช้นิ้วกำสลักประตูไม้แน่น จับจ้องหม่าเจี้ยนกงด้วยความระแวง ครุ่นคิดในใจว่า ยุคสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ต้องถามให้ละเอียดหน่อย
"นายว่าใครให้มารับฉันนะ?"
หม่าเจี้ยนกงปัดฝุ่นบนบ่า ยิ้มอีกครั้ง พูดประจบ
"โจวจิ่นเหยียน..."
เจ้าชุยฮวาดูเหมือนจะยังไม่วางใจ ถามอีกครั้ง
"จะพาฉันไปไหน?"
"ไปหนานจิง!"
หม่าเจี้ยนกงเริ่มพึมพำในใจ ไม่แปลกที่รองหัวหน้าหน่วยโจวเก่งเรื่องการข่าวกรองนัก แม้แต่แม่ที่เป็นคนบ้านนอกก็ยังระมัดระวังตัวขนาดนี้ คงเป็นนิสัยที่ติดมาจากแม่
หม่าเจี้ยนกงเองก็ไม่อยากรอช้า งานนอกพื้นที่ครั้งนี้เขาลำบากมาพอแล้ว รีบพูดว่า
"ท่านชื่อเจ้าชุยฮวา โจวจิ่นเหยียน ลูกชายท่านให้ผมมารับท่านไปอยู่สุขสบายที่หนานจิงครับ!"
เจ้าชุยฮวาถอนหายใจโล่งอก ชื่อถูกต้อง เพียงแต่ไร้ความทรงจำของเจ้าของร่าง จึงรู้สึกแปลกหน้ากับลูกชายที่ชื่อโจวจิ่นเหยียน
แต่จะแปลกหน้าแค่ไหน ก็ยังดีกว่าอยู่รอความตายที่นี่ ถ้าจะให้เดินออกจากที่นี่ด้วยตัวเอง เกรงว่าคงต้องเสียเวลาไปอีกนาน เธอจึงพูดกับหม่าเจี้ยนกงว่า
"รออยู่ตรงนี้ก่อน ฉันจะไปเก็บของหน่อย!"
"ปัง!"
ประตูห้องปิดลงอีกครั้ง ฝุ่นละอองลอยคลุ้งในอากาศ ราวกับดวงดาวที่ล่องลอยเดียวดาย
"ถุย ถุย ถุย——"
หม่าเจี้ยนกงบิดหัวไปอีกทาง โบกมือไล่ฝุ่นละอองตรงหน้า หัวเราะงึมงำ
"ปิดประตูทำไม?"
เขาเอามือป้องปาก พูดด้วยเสียงอู้อี้
"บ้านนี้จะมีอะไรได้เล่า หนูยังมาแล้วร้องไห้กลับไปเลย"
เจ้าชุยฮวาเดินมาถึงห้องนอนของตัวเอง ปิดประตูห้องนอนลงอย่างรวดเร็ว หยิบแผ่นป้ายเซ่นไหว้ที่วางอยู่บนตู้ขึ้นมา
"โจวหยูม่อ!"
เธอกอดแผ่นป้ายเซ่นไหว้สามีไว้แน่น ตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุด
"นามสกุลโจวทั้งคู่ ดูท่าจะเป็นลูกชายของเจ้าของร่างที่กลับมาตอบแทนบุญคุณจริง ๆ!"
เจ้าชุยฮวาเอามือปิดปาก กลั้นไม่ให้ตัวเองหลุดขำออกมา
"ฮ่า ๆ ฮ่า!"
"ใครว่าฉันไม่มีพรสวรรค์วิเศษกัน!"
ตาสามีคนนี้ดีกว่าตาสามีก่อนทะลุมิติอีก อย่างน้อยก็ยังทิ้งลูกชายที่กตัญญูไว้ให้ ต่อไปนี้ชีวิตคงดีขึ้นแล้ว!
เจ้าชุยฮวามีรอยยิ้มบนใบหน้า เก็บของง่าย ๆ สะพายห่อผ้าเก่า ๆ แล้วเดินออกจากประตูไป
เธอมองหม่าเจี้ยนกงที่ใส่สูทและรองเท้าหนัง รู้สึกยินดีอยู่ในใจ ดูท่าลูกชายของเจ้าของร่างคงจะไปได้ดี คนที่มารับยังแต่งตัวทันสมัยเลย
"โครกคราก!"
เสียงในท้องดังราวกับฟ้าร้อง เจ้าชุยฮวาก้มลงมองท้องที่แห้งเหี่ยวของตัวเอง แล้วมองไปที่หม่าเจี้ยนกง
"มีอะไรกินไหม?"
หม่าเจี้ยนกงได้ยินก็ล้วงกระเป๋าซ้าย ล้วงกระเป๋าขวา แล้วก็ล้วงในกระเป๋าเสื้ออีกพักใหญ่
เขาสบกับแววตาที่เปี่ยมความคาดหวังของเจ้าชุยฮวา เอามือถูกันไปมา หัวเราะแห้ง ๆ
"ท่านน้า รอไปถึงสถานีรถไฟก่อน ผมเลี้ยงของดี ๆ นะครับ!"
"โครกคราก——"
เจ้าชุยฮวารีบเอามือกุมท้อง ก้มลงมองท้องตัวเอง ร้องอีกแล้วเหรอ?
"เอ๊ะ ไม่ใช่ท้องฉันนี่?"
เธอหันไปมองหม่าเจี้ยนกง ขมวดคิ้วแน่น
หม่าเจี้ยนกงหัวเราะแหะ ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาทำงานนอกพื้นที่ เห็นชาวบ้านล้มตายอดอยากหลบหนีกันมากมาย ก็คิดอยากจะรีบมาให้ถึง เขาจึงพูดอู้อี้ว่า
"ผมน่ะรีบเดินทางมาทั้งวัน ยังไม่ได้กินอะไรเลย..."
เจ้าชุยฮวาได้ยินดังนั้น ก็หยิบขนมแป้งที่เพิ่งเก็บไว้เมื่อครู่ โชคดีที่เมื่อกี้ตัวเองไม่ยอมกิน ปล่อยให้ตาเด็กนี่ได้ประโยชน์ไป ของดีจากธรรมชาติล้วน ๆ ทั้งนั้น
เจ้าชุยฮวาหักขนมแป้งในมือ แล้วยื่นให้หม่าเจี้ยนกง
หม่าเจี้ยนกงมองขนมผักป่าที่แข็งจนใช้ตีคนตายได้ กัดไปคำหนึ่ง สีหน้าซับซ้อน หางตาเริ่มมีน้ำตาเอ่อขึ้นมา
"เสี่ยวหม่า นี่เป็นอะไรไป?"
เจ้าชุยฮวาตกใจในใจ หรือว่าจะร้องไห้เพราะขี้เหร่?
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังเอ่ยปากพูด
"ฉันรู้ว่าขนมแป้งนี่ไม่อร่อย แต่แถวนี้ก็ไม่มีอะไรให้กินนัก นายก็รองท้องไปก่อนเถอะ..."
"ใช่รสนี้เลย!"
หม่าเจี้ยนกงรับขนมมาแล้ว ก็ยัดเข้าปากไปสองสามคำ เช็ดปาก
"ท่านน้า ผมคิดถึงแม่ผม ตอนนั้น..."
"ตอนนั้น~"
ริมฝีปากของหม่าเจี้ยนกงสั่นระริก ยืดคอยาว ตาเบิกกว้าง ราวกับเต่าที่ใกล้จะขาดใจ
เจ้าชุยฮวาเห็นดังนั้นก็รู้ว่าไม่ดีแล้ว
เธอกำหมัด ทุบลงไปที่หลังของหม่าเจี้ยนกง
"อืออือ——"
หม่าเจี้ยนกงสะอื้น ร้องไห้โฮออกมา
เจ้าชุยฮวามองดูฝ่ามือตัวเอง เมื่อไหร่เธอจะมีพรวิเศษพละกำลังมหาศาล?
"ตอนที่หนีตาย แม่ผมก็ยอมให้ขนมผักป่าก้อนสุดท้ายกับผมเหมือนกัน..."
หม่าเจี้ยนกงนั่งยองบนทาง กอดหัวร้องไห้
เจ้าชุยฮวาสีหน้าซับซ้อน โล่งอกในใจ ยังดีที่ไม่ใช่เพราะถูกเธอต่อยจนร้องไห้
เจ้าชุยฮวามองขนมผักป่าครึ่งก้อนสุดท้ายในมือ กัดฟันแน่น วางไว้ตรงหน้าหม่าเจี้ยนกง
"ถ้านายชอบกิน ครึ่งก้อนนี้ให้ด้วย!"
หม่าเจี้ยนกงได้ยินน้ำตาน้ำมูกไหลลงมา
"อืออือ ท่านน้า..."
"ใครมันจะชอบกินของแบบนี้กัน!"