บนระเบียงมีเตาย่างตั้งอยู่ ทิวเขาไกลโพ้นทอดตัวงดงามราวภาพวาดหมึก
ซูม่านเท้าแขนบนราวระเบียง มองออกไปไกล ๆ เส้นผมปลิวกระเซอะกระเซิงเพราะสายลม เธอหันกลับมายิ้มให้เขา “พี่ซื่อ บ้านพี่ใหญ่จังเลย”
“ชอบก็แวะมาบ่อย ๆ สิ” เจียงซื่อพิงกรอบประตู วันนี้เขาสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีดำที่แนบเนื้อ
เนื้อผ้าขนแกะขับเน้นช่วงไหล่กว้างเอวสอบ กล้ามอกเป็นมัดชัดเจน ก่อนจะคอดเข้าที่เอวอย่างเห็นได้ชัด แขนเสื้อถูกร่นขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดบนท่อนแขนที่พอมองออกเลือน ๆ
สายตาของซูม่านทอดวนอยู่บนตัวเขารอบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหนีไป
กินบาร์บีคิวกันได้ครึ่งทาง ฝนก็เทลงมาอย่างกะทันหัน หยาดฝนเม็ดโตกระแทกร่มกันแดดดังเปาะแปะไม่ขาดสาย
ทั้งคู่รีบร้อนเก็บถาดย่างแล้วหลบเข้าไปในห้องนั่งเล่น
“ฝนตกแบบนี้ ดื่มเหล้าสักหน่อยจะได้อุ่นขึ้น” เจียงซื่อหยิบไวน์แดงออกมาจากตู้ แล้วรินให้เธอครึ่งแก้ว
“ฉันดื่มไม่ค่อยเก่ง”
“รสผลไม้เข้ม ดื่มแล้วไม่เมาหรอก”
ซูม่านลองจิบแล้วรู้สึกว่าหวาน จึงดื่มเพิ่มอีกหน่อย พอหมดไปครึ่งแก้ม ใบหน้าก็เริ่มแดงระเรื่อ เป็นสีชมพูบางเบาอย่างกลีบดอกท้อ ไล่จากโหนกแก้มไปถึงโคนหู แล้วทอดลงมาตามลำคอ ก่อนจะหายลับไปตรงขอบคอเสื้อ
เธอนั่งขัดสมาธิบนโซฟา เท้าคาง ดวงตาเริ่มพร่าเลือนและฉ่ำปรือ
แขนเสื้อคาร์ดิแกนเลื่อนลงมาถึงข้อศอก เผยท่อนแขนขาวผ่องจนแสบตา ข้อมือบอบบางราวกับแค่บีบเบา ๆ ก็ทิ้งรอยไว้ได้
เจียงซื่อนั่งอยู่ตรงข้าม ค่อย ๆ แกว่งแก้วเหล้าในมือ
เธอมีเสน่ห์โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะตอนนี้ที่ดื่มเหล้า หางตาแต้มสีแดงจาง ๆ ริมฝีปากชุ่มฉ่ำอวบอิ่มด้วยไวน์แดง ดูราวกับเชอร์รีที่เพิ่งเด็ดมา
