รองเท้าก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน
เธอเดินดูรองเท้าที่ชั้นหนึ่งอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะเลือกส้นสูงสีเงินระยิบระยับมาหนึ่งคู่ แล้วก็หยิบรองเท้าพื้นเรียบหนังนุ่มสีขาวนวลกับรองเท้าบูตสั้นสีดำมาอีกอย่างละคู่
ถุงชอปปิงห้อยจากข้อมือเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนรัดมือเธอแดงไปหมด แต่เธอกลับไม่รู้สึกเหนื่อยสักนิด ยิ่งเดินก็ยิ่งตื่นเต้น ราวกับหนูที่ตกลงไปในถังข้าวสาร อยากจะขนห้างทั้งห้างกลับบ้านให้หมด
จนกระทั่งเดินจนเท้าชา ซูม่านถึงค่อยหิ้วถุงพะรุงพะรัง เรียกรถผ่านแอปกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็ยืนอยู่หน้ากระจก
เธอกะพริบตาใส่ตัวเองในกระจก ก่อนขยับเข้าไปใกล้แล้วมองซ้ายมองขวาอยู่นาน
จู่ ๆ เธอก็เชิดคางขึ้น ยื่นนิ้วออกไปแตะผิวกระจกเบา ๆ
“สาวสวยคนนี้เป็นใครกันนะ?” เธอจงใจทำหน้าขรึม พยายามวางท่าทางเย็นชา
ดวงตาคู่งามที่เดิมดูเย็นชา พยายามรักษาความนิ่งสงบไว้ แต่ริมฝีปากกลับไม่ยอมเชื่อฟัง กดลงไปแล้วก็ยังอดยกขึ้นไม่ได้
ยามทำหน้านิ่ง เธอดูเหมือนตุ๊กตากระเบื้องแสนประณีต แต่พอยิ้มขึ้นมากลับกลายเป็นลูกแมวหน้าอ้อน
สุดท้ายเธอก็เลิกเสแสร้ง ยิ้มหวานอย่างภาคภูมิใจให้ตัวเองในกระจก ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวสองดวงที่เป็นประกาย น้ำแข็งบาง ๆ ที่เคลือบอยู่เมื่อครู่ละลายหายไปทันที พวงแก้มยังพองขึ้นนิด ๆ ดูนุ่มนิ่มน่าหยิก
“อ้อ ที่แท้ก็ซูม่านนี่เอง”
เธอหิ้วถุงชอปปิงเต็มสองมือ หมุนตัวหน้ากระจกหนึ่งรอบ ชายกระโปรงพลิ้วไหวเป็นวงโค้งแสนซุกซน “สาวสวย แถมยังรวยอีกต่างหาก”
--
ซูม่านเพิ่มเวยซิ่นของเย่ แล้วตั้งชื่อโน้ตว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ตามด้วยอีโมจิระยิบระยับอีกชุดหนึ่ง
เธอตั้งใจจะสวมบทเป็น “ดอกไม้ขาวน้อยผู้น่าสงสารและโดดเดี่ยว” ที่ดิ้นรนใช้ชีวิตในเมืองเพียงลำพัง แต่ยังคงมองโลกในแง่ดีและเข้มแข็งต่อหน้าเย่
หลังจากเพิ่มเพื่อนกันแล้ว เธอก็ส่งคำทักทายไปหาเขาทุกวันในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ถ้อยคำเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาและชื่นชม
ผ่านไปครึ่งเดือน ซูม่านรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว จึงเตรียมหว่านแหรอบแรก
