“พี่เยวี่ย ข้าเพิ่งบังเอิญได้ยินมาว่า อีกไม่กี่วันองค์รัชทายาทจะกราบทูลขอพระราชทานสมรสกับพี่แล้วหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยจื่อมองหนิงม่านเยวี่ยด้วยสีหน้าลึกลับ น้ำเสียงแฝงความกังวลที่ยากจะสังเกตเห็น นางกำลังกังวลแทนอาจารย์ของตน
หนิงม่านเยวี่ยได้ยินแล้วก็อดขำในใจไม่ได้ ดูสิ เพิ่งผ่านไปวันเดียว ข่าวลือก็แพร่กระจายไปถึงขั้นนี้แล้ว อีกสองวันคงลือกันว่านางกับกู้เป่ยสิงกำหนดวันแต่งงานกันแล้วกระมัง?
“เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น”
“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
เซี่ยจื่อแอบถอนหายใจโล่งอก ไม่ใช่ว่านางกลัวว่าพี่เยวี่ยจะ “เปลี่ยนใจ” เพียงแต่กังวลว่าองค์รัชทายาทจะ “บังคับเอาแต่ใจ”
ในนิยายก็เขียนกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ
“แต่เสี่ยวจื่อ เจ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกอาจารย์ของเจ้าได้นะ”
หนิงม่านเยวี่ยยิ้มอย่างมีเลศนัยให้ นางเห็นดังนั้นเซี่ยจื่อก็เข้าใจทันที ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม ทุกอย่างล้วนเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยปาก
“ได้เลย! พอดีข้าไม่ได้กลับหุบเขากุยอวิ๋นมานานแล้ว ถึงเวลาที่ต้องกลับไปเยี่ยมอาจารย์กับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องเสียที”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยจื่อก็เตรียมออกเดินทางทันที
นางกลับไปยังจวนองค์ชายสามเพื่อเก็บสัมภาระก่อน จากนั้นให้บ่าวไพร่ไปแจ้งกู้เป่ยเฉิน แล้วจึงควบม้าออกจากเมืองหลวง มุ่งหน้าไปยังหุบเขากุยอวิ๋น
ด้วยการเร่งม้าสุดกำลัง เซี่ยจื่อใช้เวลาเพียงสองชั่วยามก็มาถึงหน้าประตูสำนักของหุบเขากุยอวิ๋น
“ท่านประมุขน้อย?”
ศิษย์เฝ้าประตูเห็นเซี่ยจื่อปรากฏตัวก็มีสีหน้าประหลาดใจ ราวกับไม่คิดว่านางจะกลับมากะทันหัน
“อืม ช่วยให้อาหารม้าที ขอบใจนะ”
